Digital Marketing สำนักงานบัญชี เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง เลยทำให้การตลาดของธุรกิจนี้มีการแข่งขันที่รุนแรง การที่จะได้ลูกค้าสักรายเป็นเรื่องที่ท้าทายค่อนข้างมาก เลยทำให้เจ้าของสำนักงานบัญชีขนาดเล็กและขนาดกลางนั้น ต่างมองหากลยุทธ์การทำ Digital Marketing เพื่อสำนักงานบัญชี และเครื่องมือต่าง ๆ เพื่อตอบโจทย์ และให้ได้ลูกค้า
เนื่องจากทาง Digital Break Time นั้นก็มีลูกค้าที่เป็นสำนักงานบัญชี เลยมีประสบการณ์ที่ทำ Digital Marketing ให้กับลูกค้าที่ทำบัญชี เลยตกผลึกมาเป็นคอนเทนต์นี้เพื่อให้ทางเจ้าของสำนักงานบัญชีสามารถนำไปปรับใช้กับธุรกิจของตัวเองได้ด้วย
Digital Marketing สำนักงานบัญชี เปลี่ยนทราฟิก B2B ให้เป็น Lead คุณภาพสูง อย่างไรดี
- 1. แบ่งกลุ่มบริการที่เรามี เพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายได้ตรงมากที่สุด
- 2. แบ่งสัดส่วนงบประมาณให้กับบริการ ตามมูลค่าของการบริการ หรือตามที่เราต้องการได้
- 3. ใช้ Inbound Marketing ปั้นคอนเทนต์ระยะยาวด้วย Content SEO และ AEO
- 4. Paid Ads เน้นเรื่องของการให้ได้ Lead เป็นหลัก
- 5. Local SEO ก็สำคัญ เพื่อดักจับลูกค้าที่อยู่ใกล้ บริเวณพื้นที่ไม่ไกลจากสำนักงาน
- 6. ปรับกลยุทธ์ตามฤดูกาลของภาษี และการปิดงบประจำปี
- สรุป คัมภีร์วางกลยุทธ์ Digital Marketing สำนักงานบัญชี เริ่มอย่างไรดี

1. แบ่งกลุ่มบริการที่เรามี เพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายได้ตรงมากที่สุด
เนื่องจากสำนักงานบัญชีนั้น มักจะมีลูกค้าที่มีความต้องการที่หลากหลาย และบริการของสำนักงานบัญชีนั้น ต่างก็ดึงดูดลูกค้าที่มีความต้องการต่างกันมาก ไม่ว่าจะเป็น
- จดทะเบียนบริษัท
การจดทะเบียนบริษัทนั้น เป็นจุดเริ่มต้นของการทำธุรกิจ ไม่ว่าธุรกิจเล็กหรือใหญ่ ก็ต้องเริ่มจากจุดนี้กันทั้งนั้น แต่แน่นอนว่าการจดทะเบียนบบริษัทถึงแม้ว่าจะทำด้วยตัวเองได้ก็จริง แต่เนื่องจากความซับซ้อน ความยุ่งยากในบางส่วน ทำให้การจดทะเบียนบริษัทนั้น หลายสำนักงานบัญชีมีบริการนี้ เพื่อรับจดบริษัทให้เสร็จ แต่ว่าการจดบริษัทนั้นมักจะเป็นการบริการเพียงครั้งเดียวก็จริง แต่ส่วนมากแล้ว สำนักงานบัญชีมักจะเป็นบริการแรก และ Upsell ด้วยบริการทำบัญชีต่อ อาจจะออกโปรโมชันพ่วง หรือเสนอขายบริการทำบัญชีอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดรายได้อย่างสม่ำเสมอนั่นเอง
ลูกค้าที่มักจะพบได้กับบริการนี้ คือมักจะเป็นธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้น และส่วนมากเริ่มต้นมักจะเป็นธุรกิจขนาดเล็กเป็นหลัก ดังนั้น ลูกค้าที่เจออาจจะไม่ได้มีประสบการณ์ทางด้านการทำบัญชี หรือความรู้ความเข้าใจด้านบัญชีอาจจะยังไม่มากนัก - บริการด้านทำบัญชี / ยื่นภาษีรายเดือน
เรียกว่าเป็นบริการเด่นของสำนักงานบัญชีก็ว่าได้ เนื่องจากบบริษัททั้งหมดนั้นต้องมีการยื่นภาษี และการทำบัญชีรายเดือนอยู่แล้ว ซึ่งหลายธุรกิจนั้น เริ่มต้นอาจจะยังไม่ได้มีนักบัญชีประจำบริษัท การหา Outsource ที่เป็นสำนักงานบัญชี ก็เรียกได้ว่าตอบโจทย์กว่า ส่วนค่าบริการนั้นมีหลากหลายค่อนข้างมาก ส่วนมากก็มักจะขึ้นอยู่กับปริมาณเอกสารเป็นหลัก ราคาเริ่มต้นหลักพันบาท จนหลักหมื่นบาทกันเลยทีเดียว
ส่วนมากลูกค้าที่จะใช้บริการทำบัญชีรายเดือนนั้น มักจะเป็นลูกค้าขนาดเล็ก และขนาดกลาง ที่ยังไม่มีทีมบัญชีภายใน หรือมีคนที่ทำบัญชีอยู่แล้ว แต่ต้องการกำลังเสริมมาช่วย - การปิดงบการเงิน การตรวจนับสินค้าคงเหลือประจำปี
เนื่องจากว่ากฎหมายกำหนดว่าบริษัทที่ยังดำเนินกิจการอยู่จำเป็นที่จะต้องส่งงบการเงิน ดังนั้นการปิดงบการเงินประจำปีจึงเป็นเรื่องจำเป็นมาก ๆ โดยที่ต้องใช้บริการผู้สอบบัญชีรับอนุญาต CPA โดยต้องตรวจสอบงบการเงิน เพื่อรับรองว่าการทำบัญชีนี้ถูกต้องมีความโปร่งใส และมักจะเป็นคนละคน กับการทำบัญชี
และยังมีการตรวจนับสินค้าคงเหลือประจำปี หรือการนับสต๊อกสินค้า โดยเฉพาะธุรกิจที่มีการจำหน่ายสินค้า ซึ่งหลายคนอาจจะรู้จักในหน้าที่คือ Auditor ซึ่งแน่นอนว่าในบางบบริษัทนั้น ไม่ได้มีคนเพียงพอที่จะทำการนับสินค้าได้ทันเวลา ดังนั้นการจ้าง Outsource สำนักงานบัญชี เพื่อการตรวจนับสต๊อกสินค้าคงเหลือจากภายนอกก็เป็นอีกหนทางหนึ่งได้เช่นกัน
ลูกค้าที่ใช้บริการปิดงบประจำปี และการนับสินค้าคงเหลือประจำปี เรียกว่ามีตั้งแต่ขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ ค่อนข้างครอบคลุม ดังนั้นอาจจะพบความหลากหลายของลูกค้าได้มากที่สุดเลยก็เป็นได้ - การวางแผนภาษีขั้นสูง Tax Planning
การวางแผนภาษีธุรกิจเรียกได้ว่ามีความซับซ้อนอยู่ไม่น้อย แต่ถ้าทำได้ก็จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้มาก ดังนั้น สำนักงานบัญชี Firm ที่สามารถรับงานการวางแผนภาษีได้ ก็มักจะมีประสบการณ์มานานเช่นเดียวกัน การลดหย่อนภาษีอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เรียกได้ว่าเป็นบริการที่เหล่าธุรกิจขนาดกลาง และขนาดใหญ่นั้น ต้องการเป็นอย่างมาก และเป็นบริการที่ได้กำไรสูง และราคาต่อบริการก็สูงตามไปด้วย
2. แบ่งสัดส่วนงบประมาณให้กับบริการ ตามมูลค่าของการบริการ หรือตามที่เราต้องการได้
อย่างที่เราได้แบ่งบริการต่าง ๆ ของสำนักงานบัญชีไปเรียบร้อยแล้ว คราวนี้ ก็จะมาแบ่งตามมูลค่าของการบริการ ซึ่งการบริการด้านบัญชี มักจะมีการบริการต่อเนื่องกันหลายปี ทำให้เรามีกระแสเงินสดและรายได้เข้ามาอย่างเรื่อย ๆ อาจจะมองเรื่องของ LTV (Life Time Value) เป็นมูลค่ารวมต่อลูกค้า 1 รายที่จะสร้างรายได้ให้กับธุรกิจของเรา ตลอดระยะเวลาที่เป็นลูกค้าเรา หรืออาจะมองเรื่องของ บริการที่ปิดการขายได้ง่ายก่อนก็ได้ เนื่องจากบริการที่ปิดการขายง่ายก็มักจะเป็นลูกค้าระยะสั้น ใช้เวลาและทรัพยากรน้อย ยกตัวอย่างเช่น
- บริการที่ปิดการขายง่าย เพื่อหาลูกค้าใหม่ อย่างบริการจดทะเบียนบริษัท ทำบัญชีรายเดือน
บริการทั้งสองอย่างนี้เรียกว่าเป็นการบริการที่ใครๆ ก็สามารถเข้าสู่ตลาดได้ง่าย มีการแข่งขันสูง ทั้งในเรื่องของจำนวนผู้ให้บริการ และการแข่งขันด้านราคา แต่ว่าก็มีผู้ที่ต้องการใช้บริการอยู่มากเช่นกัน ใช้เวลาและทรัพยากรไม่มาก การที่จะแบ่งงบมาที่สองบริการนี้ ก็อาจจะเป็นเรื่องของการเน้นหาลูกค้าใหม่ ที่ต้องการได้เงินในระยะสั้น ถึงกลางไว้ก่อน - บริการที่มีมูลค่าสูง อย่างการปิดงบการเงินประจำปี การวางแผนภาษี
ทั้งสองอย่างนี้เป็นบริการที่มักจะมีมูลค่าสูงมากขึ้น โดยเฉพาะยิ่งเป็นเป็นบริษัทขนาดกลางและขนาดใหญ่ และกำไรค่อนข้างมาก แต่ก็ต้องแลกมากับที่ว่าต้องใช้ทรัพยากรทั้งคนและเวลา รวมไปถึงความสามารถที่มากขึ้น และไม่ใช่ว่าทุกสำนักงานบัญชีจะสามารถทำสองบริการนี้ได้ทั้งหมด จึงทำให้ผู้เล่นในตลาดบริการเหล่านี้ไม่มากเท่า
การแบ่งงบนั้นก็ควรจะปรับไปตามช่วงเวลาที่เราต้องการอยากได้ลูกค้าแบบไหน สำหรับสำนักงานบัญชีที่เพิ่งเริ่มต้นนั้น ยังไม่ได้มีลูกค้ามากนัก ก็อาจจะเริ่มจากลงงบที่ จดทะเบียนบริษัทและบริการทำบัญชีรายเดือน เพื่อสะสมลูกค้า ให้ได้มีรายได้อย่างมั่นคง เมื่อถึงเวลาที่สะสมประสบการณ์ได้มากพอค่อนขยายฐานกลุ่มลูกค้า และนำรายได้นั้นมาทำการตลาดต่อกับการปิดงบการเงินประจำปี และการวางแผนภาษีธุรกิจ
ส่วนสำนักงานบัญชีที่มีประสบการณ์แล้ว เราก็สามารถปรับเปลี่ยนงบตามที่เราอยากได้ลูกค้าประเภทไหน ถ้าต้องการเน้นที่การปิดงบประจำปี หรือการวางแผนภาษี ก็สามารถเพิ่มสัดส่วนได้ ซึ่งจริง ๆ แล้วก็จะมีการปรับงบตามช่วงเวลาด้วยเช่นกัน แต่จะกล่าวในย่อหน้าถัด ๆ ไป
3. ใช้ Inbound Marketing ปั้นคอนเทนต์ระยะยาวด้วย Content SEO และ AEO
เคยเจอคำถามที่เกี่ยวข้องกับบัญชีที่ยาก ๆ ไหม แน่นอนว่าเจ้าของธุรกิจมักจะมีคำถามเหล่านี้อยู่ในหัวอยู่แล้ว เพียงแค่เรานำคำถามเหล่านั้นมาสร้างเป็น Content ในเว็บไซต์ ในบล็อก เพื่อให้ตอบโจทย์การค้นหาทั้ง SEO และ AEO (Ai Overviews Optimization) เรียกว่าเป็นคอนเทนต์เชิงความรู้ต่าง ๆ ในด้านบัญชี ภาษีธุรกิจ
จริง ๆ แล้วทั้ง SEO และ AEO นั้นใช้หลักการเดียวกัน นั่นคือการทำคอนเทนต์ออกมาให้ดี มีคุณภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคอนเทนต์ที่เป็นในรูปแบบ E-E-A-T นั่นคือเน้นประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ การได้รับการยอมรับ ความน่าเชื่อถือ ส่วนในเรื่องของเว็บไซต์ ก็เน้นในเรื่องของประสบการณ์ของผู้อ่านเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นไซต์โหลดเร็ว ตัวหนังสืออ่านง่าย เห็นได้ชัดเจน อ่านแล้วเข้าใจได้ง่าย ทั้งหมดนี้เรียกว่าเป็นส่วนประกอบที่ทำให้ SEO และ AEO นั้นออกมาดี
การสร้างคอนเทนต์ควรจะเริ่มจากการทำ Content Pillar ก่อน เรียกว่าเป็นเสาหลักของแนวทางของคอนเทนต์ที่เราจะดำเนินไปถ้าเป็นสำนักงานบัญชี แนวทางการทำคอนเทนต์ SEO และ AEO จะเน้นในเรื่องของ ความรู้ในด้านการทำบัญชี การวางแผนภาษีธุรกิจ การเริ่มต้นธุรกิจ ทั้งหมดนี้ก็อาจรายละเอียดปลีกย่อยแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับแต่ละสำนักงานบัญชี ว่าจะเน้นบริการด้านไหนมากกว่ากัน
จากนั้นก็เป็นเรื่องของการวัดผล ว่าคอนเทนต์ที่เราทำนั้นออกมาดีแค่ไหน เป็นอย่างไร มีคนคลิกเท่าไร อันดับเป็นอย่างไร และได้ Conversion จากคอนเทนต์ที่เราทำมาบ้างหรือไม่ ซึ่งทาง Digital Break Time นั้นให้บริการด้านการทำคอนเทนต์ Blog เน้นในเรื่องของ SEO และ AEO เพื่อให้เว็บไซต์สำนักงานบัญชีนั้น เติบโตอย่างมีคุณภาพ พร้อมทั้งได้ลูกค้าจากคอนเทนต์ด้วย ซึ่งคอนเทนต์ที่ทาง Digital Break Time ทำได้ ก็เกี่ยวข้องกับสำนักงานบัญชีทั้งหมด เพื่อตอบโจทย์การค้นหาของเจ้าของธุรกิจ
4. Paid Ads เน้นเรื่องของการให้ได้ Lead เป็นหลัก
สำหรับการทำโฆษณาที่เป็น Paid Ads เน้น ทาง Digital Break Time จะแนะนำในเรื่องของให้ได้ Lead คุณภาพ เน้นคนติดต่อเป็นหลัก เช่น
- Google Ads Search เน้นดักจับความต้องการลูกค้า High Intent
ลูกค้าที่ต้องการค้นหาบริการที่เกี่ยวข้องกับการทำบัญชี มักจะเป็นลูกค้าที่ต้องการจะใช้บริการอยู่แล้ว หรือกำลังตามหาอยู่ เพียงแต่ว่ากำลังหาสำนักงานบัญชีที่เหมาะสม เพื่อตอบโจทย์กับบริษัทของตัวเอง ดังนั้นกลุ่มลูกค้าที่มาจาก Google Ads Search นั้นมักจะมีคุณภาพค่อนข้างมาก แต่การแข่งขันของ Google Search Ads นั้นก็มากตามไปด้วย เพราะเราจะเจอสำนักงานบัญชีที่ทำ Google Search Ads อยู่มากเช่นเดียวกัน ดังนั้น อาจเริ่มจากคีย์เวิร์ดที่เป็นบริการของเราที่เราสามารถทำได้ และเรื่องของโลเคชั่น เน้นในเรื่องของจังหวัดเดียวกันก่อน หรือรัศมีที่ไม่ไกลจากเรามากนัก สำหรับคนที่มีงบประมาณจำกัด จากนั้นค่อยปรับหรือขยายพื้นที่เพื่อให้การบริการของเรากว้างมากขึ้น ได้ลูกค้าในพื้นที่ไกลขึ้นด้วย - Meta Ads ส่วนของ Messages และ Lead Generation
ทั้งสองส่วนนี้ต่างมีจุดมุ่งหมายเหมือนกัน นั่นคือการที่เพื่อให้ได้ลูกค้าที่เป็น Lead ซึ่งจุดเด่นของ Meta Ads นั้น เราสามารถมีโอกาสได้ลูกค้าที่ค่อนข้างหลากหลายมากกว่า เพราะการนำส่งของ Meta Ads นั้นเน้นในเรื่องของความสนใจ หรือพฤติกรรมเป็นหลัก และยังเข้าถึงลูกค้าที่อาจจะยังไม่ได้มีความต้องการด่วน แต่อาจเป็นลูกค้าในอนาคตเราได้ และเนื่องจากเป็นรูปแบบ โฆษณาที่เป็นแบบ Active มุ่งหน้านำส่งก่อน เลยจะได้คนที่สนใจบริการของเราได้มาก
แต่ก็มีข้อเสียเช่นกัน เราอาจจะพบกับ Lead ที่เรียกว่าเป็น Lead ที่คุณภาพน้อย หรือเป็น Cold Lead ที่มากกว่าด้านของ Google Ads Search อย่างเห็นได้ชัด โดยก็ต้องมีการคัดกรองและสอบถามอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ได้ Lead ที่มีคุณภาพนั่นเอง
5. Local SEO ก็สำคัญ เพื่อดักจับลูกค้าที่อยู่ใกล้ บริเวณพื้นที่ไม่ไกลจากสำนักงาน
เจ้าของธุรกิจหลายคนตัดสินใจจ้างงานสำนักงานบัญชีที่อยู่ใกล้ และเดินทางสะดวก เพื่อให้การปรึกษาและสอบถามเป็นไปอย่างง่ายดาย เดินทางง่าย ดังนั้นแล้วการทำ Local SEO ก็สำคัญมาก แน่นอนว่าเริ่มจาก Google Business Profile ที่ปักหมุดได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ รวมไปถึงการเพิ่มคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ที่ใกล้ๆ เช่น “รับทำบัญชี ลาดพร้าว” เข้าไปในชื่อหรือการบริการต่าง ๆ เพื่อให้คนที่ค้นหาเจอเราง่ายขึ้น
ยังไม่พอเมื่อมีการใช้บริการแล้วได้รับรีวิวในแง่ดีมากขึ้น จะทำให้หมุดของเราใน Google Maps โผล่มาเป็นอันดับแรก ๆ ในการค้นหา และยังสามารถนำหมุดนี้ได้เป็นส่วนเสริมของ Google Ads Search เพื่อให้ทำโฆษณาแล้วแสดงโชว์ใน Google Maps ได้อีกด้วย เรียกว่าเป็นการทำโฆษณาที่ผสมผสานในเรื่องของ Organic และ Paid ไปด้วยกัน
6. ปรับกลยุทธ์ตามฤดูกาลของภาษี และการปิดงบประจำปี
ใครที่ทำงานด้านบัญชีจะรู้ดีว่า ในช่วงเดือนมกราคมถึงพฤษภาคมของทุกปี เป็นช่วงที่นักบัญชีจะยุ่งมาก ๆ เพราะว่าเป็นช่วงปิดงบประจำปีของหลายบริษัทนั่นเอง เลยทำให้เหล่าช่วงนี้งานที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบงบประจำปีนั้นจะยุ่งเป็นพิเศษ นั่นก็หมายความว่าช่วงที่ลูกค้าตามหาผู้สอบ หรือหาบริการปิดงบประจำปี ก็มักจะเป็นช่วงต้นปีในไตรมาสแรกนั่นเอง ดังนั้นช่วงเวลานี้เรียกว่าเป็นโอกาสทองมาก ๆ ของสำนักงานบัญชีที่จะเพิ่มงบให้กับการทำโฆษณาด้านการปิดงบประจำปี เพื่อให้ได้ลูกค้าเหล่านี้มานั่นเอง
สรุป คัมภีร์วางกลยุทธ์ Digital Marketing สำนักงานบัญชี เริ่มอย่างไรดี
การทำการตลาด Digital Marketing สำนักงานบัญชี ไม่ใช่แค่เพียงแค่ป่าวประกาศว่า “ถูกและดี” ก็จะสำเร็จ แต่ในความเป็นจริงแล้ว มีรายละเอียดและมีหลายอย่างที่ต้องทำมากกว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการเข้าใจในเรื่องของการบริการของสำนักงานบัญชี การลงงบประมาณการตลาดกับบริการที่เราให้ความสำคัญ การใช้งาน Paid Ads ในช่องทางที่ลูกค้า และยังต้องทำคอนเทนต์ SEO & AEO เพื่อให้ได้ Organic Traffic มากขึ้น และ Local SEO เพื่อให้ลูกค้าในพื้นที่หาเจอเราได้ง่าย ทั้งหมดนี้เรียกว่าเป็นปัจจัยร่วมที่ทำให้ Digital Marketing ของสำนักงานบัญชีออกมาดีกว่าที่เคย
ถ้าสำนักงานบัญชีรายใดที่ต้องการให้ Digital Break Time ช่วยทำโฆษณาในช่องทางต่าง ๆ เพื่อให้ได้ Lead และทำคอนเทนต์ SEO & AEO เพื่อให้ได้ Organic Traffic และยังได้ไปปรากฏใน Ai Overviews ได้ด้วย ก็สามารถติดต่อ Digital Break Time ได้เลย
ติดตามเรื่องราว Digital Marketing จาก Digital Break Time ได้ที่
Facebook, X, Line Official Account, Instagram, Spotify, YouTube, Apple Podcast
ธนาคาร เลิศสุดวิชัย x Digital Break Time





