Digital Marketing บิ๊วอิน ธุรกิจตกแต่งภายใน Interior Design เรียกว่าธุรกิจประเภทนี้นั้นเป็นบริการที่ลูกค้าจะต้องใช้เงินก้อนใหญ่ ดังนั้นแล้วลูกค้ามักจะมีความกลัวอยู่ลึก ๆ ไม่ว่าจะเป็นกลัวผู้รับเหมานั้นทิ้งงาน หรืองานออกมาไม่เหมือนกับแบบที่คุยกันไว้ ทำให้ธุรกิจประเภทนี้นั้นกว่าจะได้ลูกค้าหรือ Lead คุณภาพเป็นเรื่องที่ทำได้ค่อนข้างยากเลยทีเดียว
ดังนั้นการทำการตลาดจำเป็นมาก ๆ ที่ต้องสนับสนุน ที่ต้องทำ 3 อย่างพร้อมกัน นั่นคือ 1. การสร้างความน่าเชื่อ 2. ขายในเรื่องของความสวยงาม และรสนิยม 3. การคัดกรอง Lead คุณภาพที่ลูกค้ามีกำลังจ่ายจริง ซึ่งในบทความนี้จะกล่าวถึงวิธีการสร้างกลยุทธ์ Digital Marketing เพื่อในเรื่องของความน่าเชื่อถือ และคัดกรอง Lead คุณภาพเป็นหลัก
โดยทาง Digital Break Time นั้นมีลูกค้าที่เป็นธุรกิจตกแต่งภายใน บิ๊วอิน Interior Design อยู่บ้าง เลยอยากนำเอาประสบการณ์นี้ที่ได้ตกผลึก และกลั่นกรองมาจากหน้างานจริง ว่าธุรกิจประเภทนี้ควรจะต้องทำอะไรบ้าง
Digital Marketing บิ๊วอิน ธุรกิจตกแต่งภายใน เริ่มต้นกลยุทธ์คัด Lead พรีเมียมพร้อมปิดการขาย
- 1.คัด Lead คุณภาพ ด้วยการในช่วงราคาใน Ad Creative
- 2. ทำให้ Cash Flow กระแสเงินสดไหลลื่นด้วยการแบ่งงบทำการตลาด ระหว่างบ้าน และคอนโดออกจากกัน
- 3. เว็บไซต์คือ Visual Showroom ออนไลน์ที่ไม่มีวันปิด เป็นฐานรากของธุรกิจ
- 4. ใช้ Paid Ads อย่างเหมาะสมเพื่อคัดกรอง Lead ที่ได้คุณภาพ
- 5. SEO & AEO ทำคอนเทนต์ลงในเว็บไซต์ ให้เกิด Inbound Marketing ดึงดูดคนแบบ Organic
- 6. สร้างความมั่นใจด้วยคลิปเบื้องหลังการทำงานจริง และการสัมภาษณ์เจ้าของบ้านที่ใช้บริการกับเรา
- สรุป ธุรกิจตกแต่งภายใน บิ๊วอิน Interior Design กับกลยุทธ์ Digital Marketing เริ่มยังไง

1.คัด Lead คุณภาพ ด้วยการในช่วงราคาใน Ad Creative
ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นวงกว้างสำหรับธุรกิจ Interior Design มักจะได้ไม่ Lead คุณภาพ นั้นคือการที่ไม่ระบุราคา ลงไปใน Ad Creative ซึ่งเข้าใจได้เพราะการที่เรานำเสนองานศิลป์ เรื่องของความสวยงาม การที่มีระบุราคาลงไปในรูปอาจทำให้ดูไม่น่ามองเท่าไร หรือขัดต่ออารมณ์คนที่ชื่นชอบความ Minimal ก็ได้
แต่อย่าลืมว่าเรากำลังทำธุรกิจอยู่ การที่เราไม่ใส่ราคาเลย นั่นคือ Pain Point ของธุรกิจนี้ นั่นคือลูกค้าไม่สามารถรู้ได้เลยว่าภาพสวย ๆ งาน 3D หรืองานที่เสร็จแล้วนั่นมีราคาเท่าไรกันแน่ แล้วทำให้ลูกค้าหรือคนเห็นโฆษณา ไม่สามารถประเมินได้เลยว่าเงินในกระเป๋าเราจะพอไหม เลยทำให้คนที่ลังเล อาจจะไม่ทักหรือไม่ติดต่อเข้ามาเลย หรือคนที่กล้าทักเข้ามาก็มักจะเป็นคำถามที่ว่า “ราคาเท่าไร” หรือไม่ก็มักจะเป็นการขอใบเสนอราคาแบบโต้ง ๆ เพียงแค่บอกขนาดห้อง ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเป็นไปได้ยากมากที่ทางเจ้าของธุรกิจ หรือทีมงานจะประเมินราคาให้ได้ เพราะต้องคุยกันก่อน วัดหน้างานจริง เลือกวัสดุ จะกลายเป็นว่า Lead ที่เข้ามาก็จะได้แต่คนที่ถามคำถามเหล่านี้เท่านั้น
แต่ปัญหานี้จะคลี่คลายไปได้มาก เพียงแค่อย่างน้อยระบุช่วงราคา หรือตัวอย่างงานนี้ Budget ของลูกค้าจ่ายที่เท่าไร ไม่จำเป็นที่จะต้องระบุช่วงราคาแบบตัวเลขเป๊ะ ๆ ก็ได้ ของเพียงแค่ใส่ราคาแบบช่วงงบประมาณของโปรเจ็คต์นั้น ๆ เช่น “Project คอนโดสไตล์ Modern Luxury (งบประมาณบิ๊วอิน 2xx,xxx – 3xx,xxx บาท ไม่รวมลอยตัว)” เพื่อสื่อในเรื่องของราคา ดังนั้นคนที่สนใจพบว่าการตกแต่งภายในของเรา ผลลงานนี้แล้วชอบ อยากได้บ้าง งบประมาณเท่านี้ ขนาดห้องก็ใกล้เคียงกัน ราคาคงไม่หนีไปจากนี้เท่าไรนัก ทำให้ประเมินราคาด้วยตัวเองเบื้องต้นได้ง่ายทันที ทำให้ลูกค้าที่ทักเข้ามานั้นมีคุณภาพมากขึ้นแบบทันที บทการสนทนาอาจเปลี่ยนไป ไม่มีการขอใบเสนอราคาเบื้องต้นแล้ว อาจเป็นการย้ำให้แน่ใจว่าผลงานที่ลูกค้าสนใจราคาเท่าไร แล้วค่อยไปวัดหน้างานจริงแทน
ส่วนการใส่เรื่องของช่วงราคา ถ้าไม่อยากใส่ในรูปเพราะอาจทำให้สไตล์หรือภาพลักษณ์ดูเปลี่ยนไป (อันนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจได้) สามารถใส่ในแคปชั่นเป็น ข้อความก็ได้เช่นกัน อย่างน้อยก็ดีกว่าไม่ใส่เลย
2. ทำให้ Cash Flow กระแสเงินสดไหลลื่นด้วยการแบ่งงบทำการตลาด ระหว่างบ้าน และคอนโดออกจากกัน
ในบางครั้งการทำการตลาด ก็มักจะพ่วงไปกับการเงินของบริษัทไปด้วย ซึ่งเป็นบริษัท Interior Design ที่ไม่ได้มีขนาดใหญ่มาก การที่จะจบงานแล้วได้รับเงินงวดสุดท้ายนั้น ในแต่ละโปรเจ็คต์ก็มีความยากง่ายที่ไม่เท่ากัน ซึ่งเรามักจะต้องจ่ายค่าแรง ค่าวัสดุไปก่อน ทำให้การหมุนเวียนกระแสเงินสดนั้นไม่เหมือนกันตามแต่ละงาน ซึ่งมักจะแบ่งตามประเภทของงานได้ 2 รูปแบบด้วยกัน
- การตกแต่งภายในสำหรับคอนโดมิเนียม
งานคอนโดนั้นมักจะมีลักษณะเฉพาะตัว คือพื้นที่มีขนาดไม่ใหญ่มากนัก รายละเอียดไม่ซับซ้อน ตั้งแต่รับงานจนจบงานมักจะค่อนข้างไว้ ใช้ระยะเวลาเพียง 1-2 เดือนหรือเร็วกว่านั้นมาก ทำให้กระแสเงินสดหมุนเวียนค่อนข้างเร็ว เงินไม่จม สามารถนำกำไรมาต่อยอดงานต่อ ๆ ไป ได้อีก - การตกแต่งภายในสำหรับบ้าน
การตกแต่งภายในสำหรับบ้าน สเกลจะเรียกว่าเป็นคนละขนาดกับคอนโดเลยทีเดียว เพราะว่าขนาดของบ้านมีพื้นที่ค่อนข้างใหญ่มาก อาจครอบคลุมหลายร้อยตารางเมตร จำนวนห้องก็มากกว่า ยิ่งเป็นการตกแต่งภายในบ้านใหม่นั้น ก็มักจะตกแต่งแบบทั้งหลัง เพื่อให้สไตล์ของบ้านเป็นไปในโทนเดียวกัน ทำให้กระแสเงินสดของกิจการนั้นอาจจะไม่คล่องเท่ากับการตอนรับงานคอนโด แน่นอนว่ามูลค่าของงาน การตกแต่งภายในบ้านย่อมมีมูลค่าที่สูงกว่า แต่ก็ต้องแลกกับการที่ใช้ระยะเวลาที่มากกว่าเช่นกัน ตั้งแต่รับงานจนจบงาน อาจใช้เวลาถึง 3-6 เดือนได้เลยทีเดียว
การที่เราต้องการกระแสเงินสดที่หมุนเวียนเร็ว มาต่อยอดธุรกิจ เราก็อาจพิจารณาลงงบประมาณ ที่ คอนโดมากกว่าบ้านก็ได้ เช่น 70:30 (70% เป็นคอนโด และ 30% เป็นบ้าน) หรือถ้าบริษัท Interior Design ไหนที่ต้องการมูลค่างานสูง และมีกระแสเงินสดที่เพียงพออยู่แล้ว ก็อาจปรับงบไปที่บ้านมากกว่าก็ได้ หรือถ้าเอาแบบง่าย ๆ เริ่มต้นก็ที่ 50:50 ก็ย่อมได้เช่นกัน ทั้งหมดนี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามช่วงเวลาที่เหมาะสมได้ด้วย
3. เว็บไซต์คือ Visual Showroom ออนไลน์ที่ไม่มีวันปิด เป็นฐานรากของธุรกิจ
ธุรกิจ Interior Design มักจะเริ่มต้นด้วยการเปิดช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ เช่น Page บน Facebook, โชว์รูปสวย ๆ บน Instagram, หรือลงคลิปใน TikTok และ YouTube แต่ในความเป็นจริงแล้วช่องทางเหล่านี้เป็นช่องทางที่เผยแพร่คอนเทนต์ และผลงานในเบื้องต้นของเราเท่านั้น เปรียบเสมือนว่าเราเช่าที่คนอื่นอยู่ เพียงแต่เราไม่ได้จ่ายเป็นเงินโดยตรงเท่านั้นเอง (ยกเว้นเริ่มทำโฆษณา) เราอาจจะจ่ายเป็นคอนเทนต์ที่เราต้องทำอย่างสม่ำเสมอ แต่เมื่อคอนเทนต์ของเราผิดหลักแพลตฟอร์มนั้น ๆ ก็อาจโดนลดการมองเห็น หรือหนักสุดอาจโดนเรื่องของลบช่องได้เลย แต่ไม่ได้บอกว่าไม่ต้องเปิดช่องทางบนแพลตฟอร์มเหล่านี้นะ แน่นอนว่าต้องทำ แต่อย่าหลงลืมในเรื่องของเว็บไซต์ ที่หลายคนอาจจะลืมไป หรือแม้กระทั่งแทบจะไม่มีเว็บไซต์เลย ถึงแม้จะดำเนินธุรกิจมานานแล้วก็ตาม
ต่างจากเว็บไซต์ที่เป็นฐานรากของเราจริง ๆ เปรียบเสมือนว่าเป็นบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นธุรกิจที่มีมูลค่าสูงอย่างการตกแต่งภายใน บิ๊วอิน Interior Design ลูกค้าไม่ได้มองแค่ว่าเห็นรูปหรือวิดีโอสวย ๆ ที่ Social Media เพียงอย่างเดียวแล้วซื้อเลย แต่เข้าไปถึงเว็บไซต์ ว่ามีผลงานอะไรที่ผ่านมาบ้าง ธุรกิจมีความน่าเชื่อถือแค่ไหน ที่ตั้งบริษัทอยู่ตรงไหน แล้วยังสามารถค้นหาแนวสไตล์การตกแต่งที่เหมาะสุดสำหรับตัวเองได้ ถ้าเว็บไซต์มีการจัดหมวดหมู่ได้อย่างเหมาะสม และยังเป็นฐานรากของการทำคอนเทนต์แนว Blog บทความต่าง ๆ เพื่อรองรับ SEO และ AEO ที่เราจะกล่าวในหัวข้อถัดไป
อีกทั้งเว็บไซต์ยังเป็นเครื่องมือที่เหมาะสมในการเก็บข้อมูล โดยใช้การวัดผลจาก Google Analytics เพื่อวัดได้ว่ามีคนเข้าเว็บไซต์เท่าไร มาจากช่องทางไหนได้บ้าง หรือกดที่ไลน์กี่ครั้ง ลงทะเบียนกี่คน ดาวน์โหลดแคตตาล็อกไปแล้วเท่าไร ทั้งหมดนี้เรียกว่าขึ้นอยู่กับว่าเราจะเซ็ตค่า Conversion เป็นอย่างไร รวมไปถึงการที่เว็บไซต์เป็นตัวกลาง เพื่อในการติด Pixel จากแพลตฟอร์มอื่น ๆ เพื่อส่งโฆษณาไปหาคนที่เคยเข้าเว็บไซต์ของเราแล้วแต่ยังไม่ได้ตัดสินใจไปยังแพลตฟอร์มอื่น ๆ ที่เราต้องการได้อีก
4. ใช้ Paid Ads อย่างเหมาะสมเพื่อคัดกรอง Lead ที่ได้คุณภาพ
การทำโฆษณาส่วนของธุรกิจการตกแต่งภายใน Interior Design นั้น ก็มีความคล้ายคลึงกับธุรกิจที่เน้น Lead อื่น ๆ เช่นกัน แต่ว่าเรื่องของการคัดคุณภาพ Lead เรียกได้ว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ ดังนั้น ถ้าทำธุรกิจเบื้องต้นทาง Digital Break Time แนะนำการทำโฆษณาที่ให้ได้ Lead อยู่ที่ 4 ช่องทางหลักก่อน แล้วค่อนขยายการทำโฆษณาออกไปตามงบประมาณโฆษณาที่เพิ่มขึ้นได้
- Meta Ads ส่วนของ Messaging
เรียกว่าเป็นขั้นตอนแรกของก่อนที่จะได้ Lead นั่นคือจำเป็นจะต้องมีการแชทเพื่อพูดคุยกันก่อน ดังนั้นเราสามารถสอบถามความต้องการในเบื้องต้นก่อนได้ ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณที่ต้องการ ขนาดพื้นที่ที่ต้องการตกแต่ง เป็นบ้านหรือคอนโด การคัดกรองด้วยคำถามเหล่านี้ ก็จะช่วยให้ได้ลูกค้าตัวจริงมากยิ่งขึ้น เพื่อที่จะให้เราสามารถนัดหมายเพื่อเข้าไปวัดพื้นที่ ประเมินราคาได้อย่างมั่นใจมากขึ้น - Meta Ads ส่วนของ Lead Generation
ส่วนในรูปแบบนี้จะเป็นการกรอกฟอร์มของ Meta เราสามารถให้คนที่กรอกข้อมูลเสร็จเชื่อมต่อกับระบบ CRM ที่เรามีหรือว่าลงใน Google Sheet เพื่อให้ดูง่ายขึ้นก็ได้ แน่นอนว่ารูปแบบคำถามก็จะคล้ายกับส่วนของ Message ก็สามารถคัดกรองได้ระดับหนึ่ง แต่ทว่าการกรอกฟอร์มของ Meta นั้นจะมีระบบที่เรียกว่า Pre-Fill คือจะกรอกชื่อ เบอร์โทร อีเมลให้อัตโนมัติ โดยดึงมาจากระบบของ Meta ที่เราได้ทำการสมัครเอาไว้ เลยอาจได้ชื่อแปลก ๆ หรือเบอร์โทรที่ไม่ตรงได้ ดังนั้น การคัดกรองเบื้องต้น อาจจะต้องใส่คำถามแบบบังคับตอนที่เป็นกรอกข้อมูลเองบ้าง หรือการรีเควส OTP ในเรื่องของเบอร์โทรศัพท์ ก็จะช่วยคัดกรองได้มาก แต่ก็บอกไว้ก่อนว่า ยิ่งลูกค้าลงทะเบียนยากเท่าไร Cost per Lead ก็จะสูงมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นก็ต้องระวังไว้ด้วยเช่นกัน - Google Ads Search
ถ้าเรามีเว็บไซต์เตรียมพร้อมแล้ว การที่จะทำ Google Ads Search ก็จะง่ายขึ้น เพราะธุรกิจตกแต่งภายในนั้น เรียกว่ามีความต้องการอยู่แล้ว ไม่ว่าการที่ลูกค้าจะค้นหาด้วยคีย์เวิร์ดต่าง ๆ เราก็เพียงเอาธุรกิจของตัวเองไปโผล่ใน Google Search อีกทั้งในเรื่องของการตั้งค่า Conversion ของ Lead ต่าง ๆ ให้เหมาะสม เช่นการกดคลิกที่ปุ่มไลน์ การคลิกส่งข้อความใน Messenger หรือการโทรติดต่อ การลงทะเบียนเพื่อให้เราติดต่อกลับ หรือการดาวน์โหลดแคตตาล็อก ทั้งหมดนี้เราสามารถคิดเป็นค่า Conversion ได้ - Google Ads Performance Max
หลายคนอาจเรียกกันว่า PMax ซึ่งการทำโฆษณาในลักษณะนี้เป็นการเน้นโฆษณาไปตามช่องทางของ Google ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น Search, Display, YouTube, Google Maps, Gmail เพื่อจุดมุ่งหมายที่จะได้ Conversion ในระดับที่สูงที่สุด ดังนั้นใครที่กำลังตามหา Lead รวมถึงการโชว์โฆษณาที่ Google Maps เพื่อให้โชว์รูมที่เราทำ Google Business Profile (GBP) ปักหมุดไว้ โดดเด่นกว่าใคร ก็จำเป็นที่จะต้องทำโฆษณาแบบ Performance Max ร่วมด้วย เพื่อให้ได้ Lead มากขึ้นนั่นเอง
ที่กล่าวมากทั้งหมดนี้เรียกว่าเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นของการทำโฆษณาแบบ Paid Ads เท่านั้น ถ้าใครมีงบประมาณมากกว่านี้จะทำโฆษณาอื่นๆ ในแพลตฟอร์มอื่น ก็สามารถทำได้เช่นกัน
5. SEO & AEO ทำคอนเทนต์ลงในเว็บไซต์ ให้เกิด Inbound Marketing ดึงดูดคนแบบ Organic
คนที่จะตกแต่งบ้าน ตกแต่งภายใน มักจะหาข้อมูลหนักมาก ไม่ว่าจะเป็นในเครื่องมือ AI หรือ Google Search เองก็ตาม แน่นอนว่าธุรกิจของเราก็ต้องเข้าไปอยู่ตรงนั้นให้ได้ ดังนั้นเป็นการต่อยอดการที่เรามีเว็บไซต์แล้ว เราก็ต้องสร้างเครื่องจักรที่ดึงดูดคนแบบ Organic ที่เรียกว่า Inbound Marketing มาให้ได้
รูปแบบของคอนเทนต์มักจะเป็นบทความเป็นหลัก แต่เราต้องมีแก่นของคอนเทนต์ ที่เรียกว่า Content Pillar เสาหลักของคอนเทนต์ที่เราจะตัดสินใจว่าเราจะทำคอนเทนต์แบบไหนบ้าง แน่นอนว่าในเรื่องของธุรกิจ Interior Design เราก็สามารถแบ่งคอนเทนต์ได้หลายรูปแบบ เช่น
- ความรู้ในการตกแต่งภายใน
- ศาสตร์ฮวงจุ้ย ความเชื่อต่าง ๆ กับการตกแต่งภายใน
- สไตล์การตกแต่งภายในต่าง ๆ
จริง ๆ จะมีมากกว่านี้ แต่นี่เป็นตัวอย่างเพื่อให้สามารถนำไปต่อยอดได้ ว่าเราจะทำคอนเทนต์เกี่ยวกับอะไรเป็นหลัก เพราะคอนเทนต์เหล่านี้มักจะดึงดูดคนที่ค้นหาข้อมูลในด้านนี้อยู่แล้ว ซึ่งก็มักจะมีแนวโน้มที่จะเป็นลูกค้าของเรา
ส่วนเรื่องของการที่คอนเทนต์ ทำให้เข้าไปอยู่ในผลลัพธ์ของการค้นหาใน Google Search และเครื่องมือ Ai ต่าง ๆ ได้ ก็ต้องใช้เทคนิคในเรื่องของ SEO & AEO เข้ามาช่วย เพื่อให้คอนเทนต์เน้นแสดงโชว์ในลำดับที่ดี และโดน Ai นำไปอ้างอิง ซึ่งทาง Digital Break Time เราเชี่ยวชาญในการคอนเทนต์ให้เข้าไปอยู่ใน Google Search และ Ai นำไปอ้างอิงได้ ซึ่งสามารถติดต่อได้ที่ LINE @digitalbreaktime หรือโทร 061-324-5949
6. สร้างความมั่นใจด้วยคลิปเบื้องหลังการทำงานจริง และการสัมภาษณ์เจ้าของบ้านที่ใช้บริการกับเรา
สิ่งที่ลูกค้าหวาดกลัวมากที่สุดกับการใช้บริการตกแต่งภายใน นั่นคือผู้รับเหมาทิ้งงาน ดังนั้นคอนเทนต์บน Social Media ต่าง ๆ ควรนำเสนอใดด้านของความมั่นใจ ว่าธุรกิจ Interior Design ของเรานั้น มั่นใจได้ว่าเราจะไม่ทิ้งงาน ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบคอนเทนต์เบื้องหลังการทำงานจริง ที่จะเป็นการแสดงถึงขั้นตอนการทำงานหลังบ้าน หลังจากที่เราได้รับบรีฟจากลูกค้า วัดหน้างานอย่างไร การประเมินราคาเบื้องต้น รวมไปถึงการขั้นตอนการดำเนินการต่าง ๆ ที่สามารถรับรู้ได้จริงว่า กว่าจะออกมาเป็นหน้างานการตกแต่งภายในที่สวยงาม จำเป็นที่จะต้องผ่านขั้นตอนเหล่านี้ก่อน ดังนั้นเป็นการบอกลูกค้าทางอ้อมว่าไม่ทิ้งงานแน่นอน
หรือคอนเทนต์อีกแบบนั่นคือการที่สัมภาษณ์เจ้าของบ้านหลังจากงานเสร็จ ที่ใช้บริการกับเรา ซึ่งคอนเทนต์แบบนี้อาจจะยากสักหน่อย เพราะต้องอาศัยความร่วมมือกับเจ้าของบ้านด้วย แต่เราสามารถเสนอส่วนลดบางอย่าง ของแถมบางจุด หรือการดูแลหลังการขายที่มากขึ้น เพื่อแลกกับที่ให้ลูกค้ามาสัมภาษณ์กับเราได้
ทั้งนี้คลิปสัมภาษณ์เจ้าของบ้าน จะช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้กับผู้ที่มาเห็นเป็นอย่างมาก เพราะออกมาจากปากของเจ้าของบ้านจริง พร้อมทั้งยังเป็นการตอบคำถามอื่น ๆ เช่นคุยง่ายไหม ราคาเป็นยังไง งบบานปลายหรือเปล่า หน้างานออกมาตามที่ใจต้องการแค่ไหน เรียกว่าเป็นคลิปไม้ตายที่ช่วยยกระดับปิดการขายลูกค้าพรีเมียมได้เลยทีเดียว
สรุป ธุรกิจตกแต่งภายใน บิ๊วอิน Interior Design กับกลยุทธ์ Digital Marketing เริ่มยังไง
ธุรกิจตกแต่งภายใน Interior Design นั้น มีความพิเศษกว่าธุรกิจอื่นอยู่มาก เพราะต้องเน้นเรื่องของความสวยงาม ควบคู่ไปกับความน่าเชื่อถือเป็นหลัก ผสมผสานกับสไตล์ในการตกแต่งภายในที่ออกแบบตามรสนิยมของลูกค้า อีกทั้งยังเป็นธุรกิจที่ลูกค้าใช้จ่ายต่อหัวค่อนข้างสูง จึงมีความจำเป็นมากที่เราจะต้องให้ Lead ที่มีคุณภาพ ไปพร้อมกับจำนวน Lead อย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้ธุรกิจของเรามีลูกค้าอย่างต่อเนื่อง การวางกลยุทธ์ Digital Marketing เลยมีรายละเอียดที่มากกว่าธุรกิจอื่นอยู่บ้าง แต่ไม่ยากจนเกินไป ถ้าธุรกิจ Interior Design ที่ต้องการทำ Digital Marketing ก็สามารถติดต่อ Digital Break Time ได้ที่ LINE @digitalbreaktime หรือโทร 061-324-5949
ติดตามเรื่องราว Digital Marketing จาก Digital Break Time ได้ที่
Facebook, X, Line Official Account, Instagram, Spotify, YouTube, Apple Podcast
ธนาคาร เลิศสุดวิชัย x Digital Break Time





