ประสบการณ์ คอนเทนต์ ปี 2025 เป็นปีที่วงการคอนเทนต์ขยับเร็ว มีของใหม่ให้เรียนรู้ตลอดเวลา บางวันก็รู้สึกสนุก บางวันก็เหนื่อย บางวันก็แอบตั้งคำถามกับตัวเองเหมือนกันว่า “กำลังทำสิ่งนี้ไปเพื่ออะไร” วันนี้เลยอยากมาเล่า ประสบการณ์ คอนเทนต์ที่ทำในปี 2025 ว่าได้บทเรียนอะไรจากการทำงานมาบ้าง แต่บอกก่อนว่าบทความนี้ ไม่ได้จะสอนว่าใครต้องทำคอนเทนต์ยังไง แต่เป็นการเล่าประสบการณ์ตรงของคนทำงาน ที่ผ่านทั้งงานประจำ งานฟรีแลนซ์ ว่าเจออะไรมาบ้าง เผื่อว่าอาจจะเป็นประโยชน์กับคนทำงานด้วยกัน
ประสบการณ์ คอนเทนต์ 2025 ความท้าทาย และบทเรียนที่ได้ในปีนี้
งานคอนเทนต์และอื่นๆ ที่ทำในปี 2025

💡 Pro Tip: เซฟรูปเพื่อนำไปแชร์ต่อได้เลยครับ
งานประจำ: คอนเทนต์ในหน่วยสื่อสารการตลาดของบริษัทมหาชน
ถ้าพูดให้เข้าใจง่าย ตำแหน่งที่ผมทำคือ Copywriter งานประจำของผมคือการเขียนข้อความ หรือเนื้อหาหาต่างๆ แต่ความจริงคือมันกว้างกว่านั้นเยอะ
ในชีวิตการทำงานจริง มันไม่ได้เริ่มจาก เขียนอะไรดี แต่เริ่มจาก แบรนด์อยากสื่อสารอะไร และจะพูดยังไงให้คนเข้าใจและรู้สึกดีกับแบรนด์ มากกว่า หน้าที่ของผมเลยรวมถึง
- วางแผนการสื่อสารของแต่ละแคมเปญ
- เขียน Key Message และ Copy หลัก ที่เอาไปแตกต่อในหลายสื่อ
- ทำคอนเทนต์ลงเว็บไซต์ หรือแพลตฟอร์มของแบรนด์
- ทำบรีฟ KOL / Influencer ให้ภาพและข้อความไปในทิศทางเดียวกับแบรนด์
- ตรวจ Artwork, Caption, Script ก่อนปล่อยจริง เพื่อกันหลุด กันพลาด
ปีนี้ทำให้รู้สึกชัดมากว่า Copywriter หรือ Content Creator อาจจะไม่ใช่ชื่อตำแหน่งอีกต่อไป แต่เป็นหนึ่งใน Skill ที่ไม่ว่าใครหรือตำแหน่งไหนก็ควรต้องเข้าใจหรือทำให้ได้
งานฟรีแลนซ์: เขียนบทความ SEO ให้แบรนด์และเอเจนซี
นอกจากงานประจำ ผมยังรับงานฟรีแลนซ์เขียนบทความ SEO ควบคู่กัน งานฝั่งนี้ให้ประสบการณ์คนละแบบกับงาน In-house เลย งานฟรีแลนซ์จะชัดเรื่องโจทย์ ชัดเรื่อง Deadline และชัดเรื่องผลลัพธ์
ว่าเขียนไปแล้วต้องช่วยอะไรแบรนด์ได้บ้าง ซึ่งลักษณะงานที่เจอเป็นประจำ เช่น
- เขียนบทความ SEO ตาม Keyword และ Search Intent
- ปรับภาษาให้เข้ากับ Brand Voice ของลูกค้าแต่ละเจ้า
- ทำงานแข่งกับเวลา และ KPI ที่ตกลงกันไว้
จากการทำงานฟรีแลนซ์ ที่ต้องรับมือกับหลายธุรกิจ หลายความคาดหวัง มันก็ช่วยให้ผมคิดเป็นระบบขึ้น เขียนให้ตรงจุดมากขึ้น และจัดการตัวเองได้ดีขึ้นในหลายๆ แง่ เช่น เวลา สุขภาพ เพื่อให้พร้อมรับงานใหม่ๆ เสมอ
ความท้าทายของการทำคอนเทนต์ในปีที่ผ่านมา
ถ้าจะสรุปสั้น ๆ ปีนี้คือปีที่เทรนด์คอนเทนต์เปลี่ยนเร็ว และมี AI เข้ามาอยู่แทบทุกขั้นตอน ตั้งแต่คิด เขียน ไปจนถึงตรวจงาน ซึ่งแน่นอนว่ามันทำให้วิธีทำงานของหลายคนเปลี่ยนไป รวมถึงมีเรื่องอื่นๆ ด้วย
AI Panic ในวงการคอนเทนต์
ปีนี้เป็นปีที่หลายคนในวงการพูดถึง AI กันจริงจังขึ้น และมุมมองก็แตกต่างกันพอสมควร ในมุมของคนทำงาน หลายคนแอบกังวลว่า AI จะมาแทนที่ไหม งานเราจะยังมีคุณค่าอยู่หรือเปล่า
ในมุมของแบรนด์ บางที่ใช้ AI เป็นตัวช่วยทำงานเร็วขึ้น บางที่ก็ระวังมาก เพราะกลัวกระทบภาพลักษณ์ ส่วนมุมของคนอ่านเอง ก็เริ่มแยกออกว่าอันไหนคือคอนเทนต์ที่ตั้งใจทำ กับอันไหนที่ดูเหมือนเร่ง ๆ
สิ่งที่ผมได้จากเรื่องนี้คือ AI ช่วยได้จริง แต่ช่วยในฐานะผู้ช่วย มากกว่า “ทำงานแทนทั้งหมด” ถ้าใช้แบบไม่คิด ไม่ตรวจ ไม่ปรับ สุดท้ายงานอาจออกมาเร็ว แต่ไม่ดี และกระทบความน่าเชื่อถือของแบรนด์รวมถึงตัวคนทำได้ง่ายมาก
คอนเทนต์ซ้ำ โดยไม่รู้ตัว
อีกเรื่องที่เจอมากขึ้น คือความเสี่ยงที่เนื้อหาจะเริ่มคล้ายงานเก่าของตัวเอง โดยเฉพาะช่วงที่รับงานหลายเจ้า และอยู่ในอุตสาหกรรมใกล้เคียงกัน เช่น
- เขียนเรื่องเดิม มุมเดิมโดยไม่รู้ตัว
- งานใหม่ไปคล้ายงานของลูกค้าเก่า
- เริ่มรู้สึกไม่สบายใจกับมาตรฐานของตัวเอง
วิธีที่ผมใช้รับมือคือ พยายามบันทึกแนวคิดของงานที่ผ่านมา ไม่ใช่แค่ชื่อลูกค้า แต่รวมถึงว่าเราเคยเล่าเรื่องนี้ในมุมไหนไปแล้ว จากนั้นใช้ประสบการณ์เดิมเป็นฐาน แล้วหามุมใหม่ให้สดขึ้น และแยก Content Angle ของแต่ละลูกค้าให้ชัด
การรับมือกับผู้ว่าจ้างและความคาดหวังที่สูงขึ้น
พอได้ทำงานกับลูกค้ามากขึ้น ก็เริ่มเจอกับความคาดหวังที่อาจทำให้คิดหนักขึ้นด้วย โดยหลักๆ ลูกค้านำคอนเทนต์ไปผูกกับยอดขายมากขึ้น รวมถึงลูกค้าหลายรายคาดหวังผลลัพธ์ที่ชัดเจนและเร็ว เช่น
- KPI ถึงแล้ว แต่ยังอยากได้มากกว่านั้น
- ขอผลลัพธ์นอก Scope ที่ตกลง
- มองคอนเทนต์เป็นเครื่องมือขายอย่างเดียว
- ไม่มีเกณฑ์วัดผลที่ชัดตั้งแต่ต้น
สิ่งที่ช่วยได้และอยากให้ทุกคนทำ คือคุยให้ชัดตั้งแต่แรก อธิบายบทบาทของคอนเทนต์ว่า ช่วยสนับสนุนการขาย ไม่ใช่ การันตียอดขาย และแยกให้ออกว่าส่วนไหนเราควบคุมได้ (คุณภาพงาน, เดดไลน์,)
กับส่วนไหนควบคุมไม่ได้ (พฤติกรรมผู้บริโภค, สถานการณ์บ้านเมือง)
บทเรียนที่ได้จากประสบการณ์คอนเทนต์ในปีนี้
ถือว่าปีนี้ ประสบการณ์ได้สอนผมหลายอย่างมาก แต่ถ้าจะสรุปแบบคนทำงานจริง ๆ สิ่งที่เห็นชัดขึ้นเรื่อย ๆ มีอยู่ไม่กี่ข้อ และเป็นสิ่งที่รู้สึกว่า ถ้าไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้ งานจะเริ่มไม่เวิร์กแล้ว
การเข้าใจธุรกิจ สำคัญพอ ๆ กับเขียนให้เก่ง
เมื่อก่อนผมคิดว่า ถ้าเราเขียนดี เล่าเรื่องเก่ง งานก็น่าจะไปได้ไกลพอสมควร แต่ปีนี้ทำให้รู้ว่า การเข้าใจธุรกิจของลูกค้า สำคัญไม่แพ้สกิลการเขียนเลย
คอนเทนต์ที่ดี ไม่ได้วัดแค่ว่าอ่านแล้วสนุกหรือใช้คำได้ดี แต่วัดว่ามันช่วยพาแบรนด์ไปข้างหน้า ได้แค่ไหน และการเข้าใจมุมต่างๆ ของธุรกิจ
เช่น ลูกค้าหลักเป็นใคร แบรนด์หารายได้จากช่องทางไหน หรือกลยุทธ์การทำเงินของลูกค้าเป็นอย่างไร สิ่งเหล่านี้จะเปลี่ยนวิธีเขียนไปเลย และทำให้คอนเทนต์มีเหตุผล ไม่ใช่แค่เขียนตามฟีลหรือเทรนด์
โฟกัส Performance ไปพร้อมๆ กับคนรอบข้าง
ปีนี้หลายงานที่ได้รับมา โฟกัส Performance และตัวเลขต่างๆ มากขึ้น ซึ่งก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่สิ่งที่สำคัญมากๆ ที่บางทีก็มองข้ามไป การคุยกับคนจริงๆ
ไม่ว่าจะลูกค้า ทีมงาน เอเจนซี หรือแม้แต่คนอ่าน ซึ่งมันช่วยสะท้อนให้เรารู้ว่า เราทำตามโจทย์จริงๆ หรือไม่ , เข้าใจตรงกับคนอื่นหรือเปล่า ปีนี้เลยทำให้รู้ว่า
หนึ่งในวิธีการพัฒนางานตัวเองให้ดีขึ้นแบบเห็นได้ชัด ต้อง สื่อสารกับคน ให้มากขึ้นด้วย
ความรับผิดชอบและความตั้งใจ ยังเป็นสิ่งที่ AI แทนไม่ได้
AI ช่วยให้ทำงานเร็วขึ้นจริง ลดเวลาคิดได้เยอะมาก แต่สิ่งหนึ่งที่ AI ยังแทนไม่ได้คือ ความรับผิดชอบต่อผลงาน คนทำคอนเทนต์ยังต้องเป็นคนตัดสินใจว่า งานชิ้นนี้เหมาะกับแบรนด์จริงไหม ข้อมูลถูกต้องหรือเปล่า
AI อาจช่วยเสนอทางเลือก แต่คนทำงานอย่างเรายังต้องเป็นคนรับผิดชอบผลลัพธ์สุดท้าย ความตั้งใจ ความละเอียด และความใส่ใจ ก็เลยยังเป็นคุณค่าที่สำคัญมาก
การพัฒนาตัวเองต้องทำต่อเนื่อง ไม่งั้นจะตามไม่ทัน
ถ้าหยุดเรียนรู้เมื่อไหร่ จะรู้สึกตามงานไม่ทันทันที ไม่ว่าจะเป็น เครื่องมือใหม่ พฤติกรรมคนอ่านที่เปลี่ยนรูปแบบคอนเทนต์ที่เปลี่ยนไป
แต่การพัฒนาตัวเอง ไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่ขนาดไปเข้าคอร์สเรียน(ถ้าไม่จำเป็น) ก็ได้ แค่ลองอ่านงานคนอื่นบ้าง ลองเครื่องมือใหม่ๆ และไม่ลืมที่จะทบทวนงานเก่าของตัวเองว่าอะไรเวิร์ก อะไรไม่เวิร์กก็พอ
สรุป ประสบการณ์ คอนเทนต์ และความท้าทายในปี 2025
สุดท้ายแล้ว บทความนี้ไม่ได้อยากจะมาบอกว่าผมเองทำงานเก่ง หรือไม่เก่ง แต่อยากแชร์ว่า ประสบการณ์จากการทำคอนเทนต์ในปี 2025 ทำให้ผมเข้าใจอะไรมากขึ้นบ้าง และเรียนรู้อะไรจากความท้าทายที่เกิดขึ้น เผื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับใครหลายคน
ติดตามเรื่องราว Digital Marketing จาก Digital Break Time ได้ที่
Facebook, X, Line Official Account, Instagram, Spotify, YouTube, Apple Podcast





