โครงสร้าง Google Ads เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งโมเดลโฆษณาที่หลายคนนิยมใช้ เพราะตอบโจทย์หลากหลาย แต่ก็มีปัญหาตามมาอีกนั่นคือเราจะทำโฆษณาแบบแยก Campaign ต่อ 1 Ad Group หรือว่าทำแบบ Campaign เดียวกันแล้วมีหลาย Ad Group แบบไหนจะดีกว่ากัน เพราะว่า Google Ads นั้นมีโจทย์คือเราสามารถลงงบโฆษณาได้ที่ระดับ Campaign เท่านั้น ต่างจาก Meta Ads ที่เราสามารถลงงบ Budget ได้ทั้งแบบ แคมเปญ (CBO – Campaign Budget Optimization) และลงที่ Ad Group ได้ด้วย จึงทำให้ทางฝั่ง Meta Ads ยังไม่ต้องคิดมากในด้านนี้เท่าไรนัก
จริง ๆ แล้วปัญหานี้ดูเหมือนจะง่ายในการตัดสินใจ แต่เมื่อลงลึกไปแล้ว ต่างก็มีจุดเด่นที่แตกต่างกันออกไป และยังเหมาะกับแต่ละธุรกิจ และแต่ละบริการก็ไม่เหมือนกัน เรียกง่าย ๆ ว่าต้องเข้าใจและลงลึกระดับ Business Model จะช่วยให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น เรามาดูกันดีกว่าแบบไหนจะเหนือกว่ากัน
โครงสร้าง Google Ads แยกแคมเปญ หรือรวม Ad Group แบบไหนเวิร์คกว่ากัน
- จัดโครงสร้าง Google Ads โดยแยกแต่ละแคมเปญไปเลย โดย 1 Campaign มี 1 Ad Group
- โครงสร้าง Google Ads แคมเปญเดียว แต่หลาย Ad Group
- ทริคเล็กน้อย ทำ Portfolio Bid Strategies เพื่อให้ AI เรียนรู้เร็วขึ้น ต่อให้สร้าง 1 แคมเปญ ต่อ 1 Ad Group ก็ตาม
- สรุป โครงสร้าง Google Ads แยก Campaign หรือรวม Ad Group แบบไหนเวิร์คกว่ากัน?

จัดโครงสร้าง Google Ads โดยแยกแต่ละแคมเปญไปเลย โดย 1 Campaign มี 1 Ad Group
คอนเซ็ปต์ของการจัดโครงสร้าง 1 แคมเปญ 1 Ad Group เน้นการควบคุมระดับสูงสุด เพราะเมื่อเราทำแบบนี้แล้ว เราสามารถควบคุมหลายอย่างได้ดั่งใจ ไม่ว่าจะเป็นจำนวนเงินที่เราสามารถใส่งบประมาณต่อวันได้แบบเป๊ะ ในแต่ละบริการ หรือการควบคุมโลเคชั่น สถานที่ที่จะให้แสดงโฆษณาต่อบริการ ใครที่เน้นความเป๊ะ ความเป็นระเบียบ วิธีนี้ก็ถือว่าเป็นวิธีที่ดี
จุดเด่น
- จัดการงบประมาณได้อย่างอยู่หมัด งบสามารถลงแต่ละสินค้าหรือบริการได้ตามต้องการ
- ปรับแต่งเรื่อง Location และเรื่องของเวลาค่อนข้างอิสระมาก เพราะแคมเปญแยกกันชัดเจน
จุดด้อย
- Data และ Conversion ค่อนข้างกระจาย เพราะทุกแคมเปญแยกขาดกันต่างหาก
- AI จะเรียนรู้ในช่วง Learning Phase จะช้ากว่า ต่างจากทำแบบ หลาย Ad Group ในแคมเปญเดียว ที่ AI มักจะปรับให้ได้ Conversion ตามความหลากหลายของ Ad Group ในแคมเปญเดียว
- ยิ่งมีสินค้าหรือบริการมาก ยิ่งจัดการยาก เพราะต้องแยกแคมเปญหลายแคมเปญ
เหมาะกับใคร และเหมาะกับสินค้าหรือบริการแบบไหน
เหมาะกับสินค้าหรือบริการที่มีความชัดเจน ไม่เยอะจนเกิดไปนัก มีความต่างด้านราคา หรือประสบการณ์ในการตัดสินใจในระดับสูง เพราะยิ่งแตกต่างกันมาก การจัด 1 แคมเปญ ต่อ 1 Ad Group จะดีกว่า หรือว่าสินค้าหรือบริการที่เป็นแบบ Seasonal เปิดปิดบ่อย ก็ให้แยกแคมเปญต่างหากไปเลยจะดีกว่า ยกตัวอย่างเช่น
- ธุรกิจคลินิกความงาม ที่บริการและราคาแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เช่น ฉีดโบท็อกซ์ กับเสริมจมูก แบบนี้เรียกว่าราคาคนละอย่าง มีความแตกต่างกันอย่างมาก
- สินค้าหรือบริการที่มีการแยกงบมาอย่างชัดเจน ไม่สามารถโยกหรือเกลี่ยงบไปที่อื่นได้ มักพบเจอได้กับบริษัทใหญ่ ที่มีการแยกงบการทำการตลาดมาอย่างชัดเจน
และยังเหมาะกับคนที่ต้องการความเป๊ะ และควบคุมงบประมาณ รวมไปถึงด้านเวลา สถานที่โฆษณา ทำให้ไม่พลาดเป้า
โครงสร้าง Google Ads แคมเปญเดียว แต่หลาย Ad Group
โครงสร้าง Google Ads แบบนี้จะมีความยืดหยุ่นกว่าแบบแรกหน่อย เพราะการที่เราสร้าง 1 แคมเปญ แล้วมีหลาย Ad Group นั้น จะเปิดโอกาสให้ AI คิดและ Learning ว่า Ad Group ไหนจะมีโอกาสให้ได้เกิด Conversion (หรือตามจุดประสงค์ที่เราต้องการ) ให้ได้มากที่สุด ทำให้ระบบนั้นช่วยเราทำให้แคมเปญเกิดประสิทธิภาพสูงสุดนั่นเอง แต่ว่าการทำแบบนี้นั้นก็มีทั้งจุดเด่นและจุดด้อยที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็น
จุดเด่น
- ความยืดหยุ่นสูงกว่า ทำให้หา Lead / Conversion / Purchase ได้มากกว่า ราคาถูกกว่าในภาพรวม
- การเรียนรู้ของ AI ค่อนข้างไว เพราะมีหลาย Ad Group ให้ Learning
- การตั้งค่า Bidding บางประเภทอย่าง Target CPA / Target ROAS ก็ตั้งค่าได้ที่ Ad Group ได้ ทำให้เราจัดลำดับความสำคัญของแต่ละ Ad Group ได้
จุดด้อย
- สินค้าหรือบริการตัวท็อปขายดี จะแย่งงบไปหมดได้ เพราะสินค้าหรือบริการที่ขายดี มีแนวโน้มที่จะใช้เงินค่อนข้างสูงอยู่แล้ว ทำให้ใช้เงินหมดก่อนที่ควรจะเป็น และแย่งงบของสินค้าบริการอื่น
- สินค้าหรือบริการรอง อาจไม่ได้เกิด ซึ่งเป็นเหตุผลเพราะเงินโดนใช้ไปกับสินค้าหรือบริการที่ขายดีไปหมดแล้ว
- งบประมาณไม่สามารถกำหนดได้แบบเป๊ะ ๆ ในแต่ละสินค้าหรือบริการ ตาม Ad Group
[H3] เหมาะกับใคร และเหมาะกับสินค้าหรือบริการแบบไหน
เหมาะกับสินค้าและบริการที่มีความแตกต่างกันน้อย เช่นแตกต่างกันที่สี ฟังก์ชันเล็กน้อย ราคาค่อนข้างใกล้กันมากๆ หรือสินค้าบริการที่มีกลุ่มเป้าหมายใกล้เคียงกัน ทำให้การตัดสินใจมีความใกล้เคียงกันด้วย เช่น
- ประกันชั้น 2 และ ชั้น 2+ ซึ่งมีความแตกต่างกันเล็กน้อยในด้านราคาและการคุ้มครอง ที่มีอย่างอื่นเพิ่มเติม
- รถยนต์รุ่นเดียวกัน แต่แตกต่างที่สี รุ่นท็อป รุ่นรองท็อป ราคาห่างกันไม่มากนัก
และยังเหมาะกับคนที่ต้องการผลลัพธ์ในระดับสูงสุด เพราะเน้นเรื่องของประสิทธิภาพของแคมเปญเป็นหลัก เพื่อให้ได้ Conversion หรือ Conversion Value ระดับสูงสุด (หรือ Objective อื่นๆ ตามที่เราต้องการ)
ทริคเล็กน้อย ทำ Portfolio Bid Strategies เพื่อให้ AI เรียนรู้เร็วขึ้น ต่อให้สร้าง 1 แคมเปญ ต่อ 1 Ad Group ก็ตาม
สำหรับใครที่ลังเลอยู่ว่าจะทำโฆษณาแบบไหนดี ถ้าอยากทำโฆษณาแบบแรก ที่เป็น 1 แคมเปญ ต่อ 1 Ad Group แต่ก็กังวลว่าข้อมูล Data และ Conversion กระจาย ทำให้ AI เรียนรู้ช้า แต่เราก็มีวิธีแก้มาให้ นั่นคือการทำ Portfolio Bid Strategies ซึ่งมีข้อดีนั่นคือ
- ช่วยให้ Google Ads เกิดการแชร์ Data ข้อมูล Conversion และ Bid Strategies กับแคมเปญที่แยกกัน
- ช่วยให้การ Learning ของ AI เป็นไปอย่างรวดเร็ว ลดระยะเวลา Learning Phase ลง แก้ไขปัญหา Learning Phase ช้าของ Google Ads ได้ดี
- ให้ได้ผลลัพธ์สูงสุดตาม Bidding ที่เรากำหนดเอาไว้
วิธีการทำ Portfolio Bid Strategies ง่ายๆ
- ไปที่เมนู Tools ด้านซ้ายมือ แล้วเลือก Budget and Bidding > Bid Strategies
- เลือก Portfolio Bid Strategies แล้วเลือกประเภท Bidding ที่เราต้องการ
- จากนั้นก็ใส่รายละเอียดและเลือกแคมเปญที่ต้องการให้แชร์ Bidding Strategies
- เท่านี้ก็เรียบร้อย
วิธีนี้จะช่วยให้การทำงานของ Google Ads ดีขึ้น ถึงแม้ว่าเราจะเลือก โครงสร้าง Google Ads แบบ 1 Campaign ต่อ 1 Ad Group ก็ตาม
สรุป โครงสร้าง Google Ads แยก Campaign หรือรวม Ad Group แบบไหนเวิร์คกว่ากัน?
ขึ้นอยู่กับว่าเราต้องการอะไรเป็นหลัก ถ้าต้องการเรื่องของการควบคุบงบประมาณ และ Location รวมถึงระยะเวลา และสินค้าบริการมีความแตกต่างกันอย่างได้ชัด ทั้งราคา การใช้งาน การตอบโจทย์ต่าง ๆ การเลือกทำโฆษณาแบบแยก 1 แคมเปญ ต่อ 1 Ad Group ก็ทำได้
หรือถ้าเรานั้นต้องการผลลัพธ์สูงสุด ไม่ว่าจะเป็น Conversion, Conversion Value สินค้าและบริการมีความใกล้เคียงกัน และไม่ซีเรียสกับการแบ่งงบมากนัก ก็สามารถเลือกทำโฆษณาแบบ 1 แคมเปญ หลาย Ad Group ได้เช่นกัน
ทั้งหมดนี้ไม่มีถูกไม่มีผิด ขึ้นอยู่กับว่าโมเดลธุรกิจของเราเป็นแบบไหน สินค้าและบริการที่เราต้องการโปรโมตเป็นอย่างไรมากกว่า หรือจะใช้แบบผสมกันก็ทำได้ เพื่อให้เกิดสิ่งที่ดีที่สุดในการทำโฆษณา
ติดตามเรื่องราว Digital Marketing จาก Digital Break Time ได้ที่
Facebook, X, Line Official Account, Instagram, Spotify, YouTube, Apple Podcast
ธนาคาร เลิศสุดวิชัย x Digital Break Time





