Digital Agency ไม่ทำ Content Marketing ให้กับบริษัทตัวเอง จริงหรือการทำการตลาดให้กับเอเจนซี่ตัวเอง เป็นเรื่องยากกว่าที่ทำให้กับลูกค้า โดยเฉพาะเรื่องของ Content Marketing หลายคนที่เคยทำงานเกี่ยวกับ Digital Agency อาจจะพบว่า บริษัทเอเจนซี่ที่ตัวเองทำงานอยู่นั้น แทบจะไม่ค่อยทำการตลาดให้กับบริษัทตัวเองเลย (จากประสบการณ์ของตัวเองที่ผ่านมาค่อนข้างจริง สงสัยเหมือนกันว่าทำไมไม่ค่อยทำ Content Marketing ให้กับบริษัทตัวเองเท่าไรนัก)
ทำไม Digital Agency ไม่ทำ Content Marketing ให้บริษัทตัวเอง
- ปัญหาใหญ่ของคนมีทักษะ ที่มัวแต่ทำงานให้ลูกค้า แต่ไม่ทำ Content Marketing ให้ธุรกิจตัวเอง
- 1. ลูกค้าต้องมาก่อนเสมอ ใช้เวลาทำงานให้กับลูกค้าจนหมด
- 2. กลัวเสียหน้าจนไม่กล้าเริ่มสักที หรือติดความ Perfectionism จนเกินไป
- 3. หมดไฟและไร้เจ้าภาพ ขาดทรัพยากรที่จำเป็น
- 4. มั่นใจใน Portfolio และการ Pitching เติบโตได้ด้วยวิธีดั้งเดิม
- สรุป Digital Agency ทำ Content Marketing ไม่ใช่แค่หาลูกค้าใหม่อย่างเดียว แต่เพิ่มความน่าเชื่อถือ

ปัญหาใหญ่ของคนมีทักษะ ที่มัวแต่ทำงานให้ลูกค้า แต่ไม่ทำ Content Marketing ให้ธุรกิจตัวเอง
สำนวนฝรั่งมีอยู่สำนวนหนึ่งนั่นคือ “The cobbler’s children have no shoes” ถ้าให้แปลเป็นภาษาไทยโดยตรงก็คงจะเป็น “ลูกช่างทำรองเท้า แต่ไม่มีรองเท้าใส่” ซึ่งความหมายของสำนวนนี้นั้นหมายถึง คนที่มีทักษะที่มีมูลค่า แต่กลับไม่ยอมนำทักษะเหล่านั้นมาปรับใช้กับตัวเอง เพราะมัวแต่นำทักษะนั้นใช้กับลูกค้า ก็คงคล้ายกับธุรกิจ Digital Agency ในปัจจุบัน Digital Agency ไม่ทำ Content Marketing โดยที่หลายเอเจนซี่มอบคำสัญญาในเรื่องงานว่าเราจะทำการตลาดให้กับลูกค้า โดยเปลี่ยนเป็นรายได้ แต่เมื่อมองย้อนมาที่เว็บไซต์ หรือ Social Media ของเอเจนซี่เอง กลายเป็นว่านิ่งสนิท ไม่มีอะไรเคลื่อนไหวเป็นเวลานาน แล้วธุรกิจเอเจนซี่ของคุณกำลังเจอปัญหานี้อยู่หรือเปล่า?
ปัญหานี้เชื่อว่าไม่ได้เกิดจากทักษะแต่อย่างใด เพราะคนที่ทำธุรกิจดิจิทัลเอเจนซี่ เชื่อได้เลยว่ามักจะมีฝีมืออยู่แล้ว เพียงแค่ว่าปัญหานี้มักจะเกิดจากในเรื่องของกับดักทางความคิด และในเรื่องทิศทางของการบริหารมากกว่า ซึ่งมี 4 กับดักที่ทำให้ Digital Agency ตกม้าตายและไม่ยอมทำ Content Marketing ให้กับบริษัทตัวเอง ดังนี้
1. ลูกค้าต้องมาก่อนเสมอ ใช้เวลาทำงานให้กับลูกค้าจนหมด
ซึ่งส่วนนี้เป็นเรื่องพอจะเข้าใจได้ เนื่องจากว่า Digital Agency นี้โมเดลการทำธุรกิจดิจิทัลเอเจนซี่นั้นคือการขายเวลาการทำงาน และแบ่งชั่วโมงการทำงานให้กับลูกค้าในแต่ละโปรเจกต์ เพราะว่าเมื่อเราทำงานให้กับลูกค้า คือชั่วโมงการทำงานที่เรียกว่าได้เงินทันที (อาจจะได้เงินมาก่อนแล้วด้วยซ้ำตั้งแต่เริ่มโปรเจกต์) จึงทำให้การจัดลำดับความสำคัญนั้นไปอยู่ที่งานของลูกค้าเป็นหลักนั่นเอง
แต่เมื่อมาเปรียบเทียบกับกับงานโปรเจกต์ของธุรกิจเอเจนซี่ของตัวเอง ต้องทำ Content Marketing ให้กับบริษัทตัวเองอีก ก็เรียกได้ว่าหมดเวลาไปแล้ว เพราะเอาเวลาไปทำกับลูกค้าหมด ไม่มีเวลาเหลือสำหรับโปรเจกต์ของตัวเองเลย ก็เลยกลายเป็นว่า ทำให้เรารู้สึกว่างานของบริษัทตัวเอง เป็นแค่งานอดิเรก จะทำก็ได้ ไม่ทำก็ได้ เพราะแทบจะไม่ได้ผลตอบแทนอะไรกลับมาอย่างรวดเร็วเหมือนเงิน แต่แน่นอนก็เลือกที่จะไม่ทำ ไม่ได้จัดลำดับความสำคัญของงานบริษัทอยู่ในลำดับต้นๆ จึงทำให้ละเลยส่วนนี้ออกไป
ส่วนวิธีการแก้เบื้องต้น ถึงแม้ว่างาน Content Marketing บริษัทตัวเองจะไม่ได้เงินโดยตรง ก็แนะนำว่าอย่างน้อยให้เราจัดลำดับความสำคัญของงานในบริษัทให้มากขึ้น คิดเสียว่าบริษัทของเราก็คือลูกค้าคนหนึ่งที่มาจ้างเราทำ Content Marketing เช่นเดียวกับบริษัทอื่นๆ ทำให้เราจัดลำดับความสำคัญได้ ถึงแม้งานบริษัทของเราจะไม่ได้เงินในทันที อย่างน้อยก็ให้ลองทำ Report การเติบโตของการทำ Content Marketing ดูว่าที่เราทำนั้นเติบโตมากแค่ไหน ด้วยการดูจากเครื่องมืออื่นๆ เช่น Google Search Console, Google Analytics หรือเครื่องมือ Social Media Listening ต่าง ๆ เพื่อให้รู้ว่าผลตอบรับเท่าไร เป็นอย่างไร อย่างน้อยก็จะเห็นการเติบโตมากขึ้น
2. กลัวเสียหน้าจนไม่กล้าเริ่มสักที หรือติดความ Perfectionism จนเกินไป
หลายคนอาจจะคิดว่าเราก็ทำงานในด้านนี้มานาน ทำงานให้กับลูกค้าและประสบความสำเร็จมาก็มาก แต่พอจะทำให้กับบริษัทของตัวเองนั้น ก็กลับไม่กล้าเริ่มเสียที อาจจะเป็นเพราะความกังวลต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นกลัวทำแล้วไม่ปัง ทำแล้วเข้าถึงน้อย ไลก์ต่ำ หรือไม่ติดอันดับหน้าแรก AI ไม่นำไปอ้างอิง ตัดต่อไม่เนียน หรือแม้กระทั่งถ้าลูกค้าหรือคู่แข่งมาเห็นก็กลัวเค้าจะคิดว่าไม่ดี หรือไม่ได้เรื่อง ทั้งหมดนี้เรียกว่าเป็นอาการที่ Overthinking คิดมากจนเกินไป รวมไปถึงความสมบูรณ์แบบ Perfectionism จนไม่ได้เริ่ม ประกอบกับงานของลูกค้านั้นมี Deadline ที่ชัดเจน ต่อให้กังวลอย่างไรแต่เมื่อถึงเวลาก็ต้องส่งอยู่ดี ต่างจากงานของบริษัทตัวเองที่เดดไลน์ไม่ชัดเจนก็ไม่เริ่มเลย จึงเป็นเหตุผล Digital Agency ไม่ทำ Content Marketing
วิธีแก้คือ เริ่มเลย ดีไม่ดีอย่างไรค่อยปรับกันไป อย่างน้อยได้ทำก่อน เห็นผลก่อน จะน้อยหรือมากค่อยรอดูผลลัพธ์ แต่ถ้าไม่เริ่มเลยก็เท่ากับ 0 นั่นเอง อันนี้จากประสบการณ์ของตัวเองโดยตรง เราเคยเขียน Content Marketing โดยที่เน้นเรื่องของการตลาด Digital Marketing มาก่อนอยู่แล้วในสมัยที่ทำงานบริษัท และแน่นอนว่าลงในเว็บไซต์บริษัทที่เคยทำงานอยู่ แต่ในช่วงหลังเราได้ลาออกจากที่ทำงานเดิมและย้ายมาที่ทำงานใหม่ ก็รู้สึกว่าเสียดายเหมือนกัน ยังอยากเขียนต่อ เราก็นึกได้ว่า เราก็ทำเว็บของตัวเองขึ้นมาได้เลย และก็บอกเล่นเรื่อง Digital Marketing ได้อยู่ ซึ่งในวันนั้นเองก็ได้ถือกำเนิดเว็บไซต์ digitalbreaktime.com ขึ้นมา บอกเลยว่าในตอนแรกนั้นการทำคอนเทนต์ในเว็บไซต์ มีการวางทิศทางคอนเทนต์แค่คร่าว ๆ เท่านั้น โดยกำหนดแค่ว่าในหนึ่งเดือนจะทำคอนเทนต์แค่ 4 คอนเทนต์ แต่พอทำไปทำมา คนเข้าเว็บไซต์ก็มากขึ้นเรื่อยๆ และภายใน 2 ปี ก็มีลูกค้ารายแรกที่ติดต่อเข้ามาผ่านเว็บไซต์ เพื่อที่จะจ้างให้เราทำ Digital Marketing นั่นเอง
3. หมดไฟและไร้เจ้าภาพ ขาดทรัพยากรที่จำเป็น
อันนี้จะต่างจากข้อก่อนหน้า นั่นก็คือการทำ Content Marketing คือการใช้ความคิดสร้างสรรค์ในระดับสูงเลยทีเดียว ซึ่งต้องใช้พลังงานและเวลาเป็นจำนวนมาก เมื่อใช้พลังงานในการคิด Content Marketing ให้กับลูกค้าไปแล้ว แต่พอจะมาคิดคอนเทนต์ให้กับบริษัทเราเองอีก ก็เรียกได้ว่าแทบจะหมดไฟ หมดพลังงาน ไม่อยากทำอีกแล้ว ซึ่งก็จะวนกลับไปที่ข้อแรกที่เรามักจะให้ความสำคัญกับงานของลูกค้าก่อนเสมอ
อีกข้อหนึ่งนั่นคือ ไม่มีเจ้าภาพที่รับหน้าที่ทำ Content Marketing ให้กับบริษัทโดยตรง ถ้าเป็นงานของลูกค้า เราจะมีผู้ที่รับผิดชอบ หรือทีมที่รับงานของลูกค้าแน่นอน ขึ้นอยู่กับว่างานของลูกค้ามีสเกลงานใหญ่แค่ไหน แต่ถ้าเป็นงานของบริษัทตัวเอง หลายที่แทบจะไม่มีผู้ที่รับผิดชอบเลย ก็เลยกลายเป็นว่าพอจะถามหาความคืบหน้าใด ๆ ของงาน Content Marketing ในบริษัทก็มีมีใครที่ตอบได้ ดังนั้นวิธีการแก้ไขทั้งการหมดไฟและไร้เจ้าภาพ คือต้องจัดตั้งทีมขึ้นมาเลยเพื่อวางแผนการทำ Content Marketing ให้กับบริษัท และรวมไปถึงวิธีการวัดผล ถึงแม้จะบอกว่าทีม แต่ไม่จำเป็นต้องใช้คนมาก ก็ขึ้นอยู่กับขนาดของบริษัท และสเกลงาน ถ้าเป็นสเกลเริ่มต้น 2-3 คนก็เรียกได้ว่าเพียงพอแล้ว
4. มั่นใจใน Portfolio และการ Pitching เติบโตได้ด้วยวิธีดั้งเดิม
การที่ Digital Agency หลายที่ไม่ได้ทำ Content Marketing หรือ Inbound Marketing เลยแต่ยังเติบโตมาได้ เป็นเพราะเน้นการเติบโตด้วยวิธีการแบบดั้งเดิม เช่นให้เซลล์มุ่งไปหาลูกค้า และนำเสนอ Portfolio รวมถึงการ Pitching ซึ่งแน่นอนว่ายังคงเติบโตได้ แต่วิธีนี้เรียกได้ว่าใช้ทรัพยากรค่อนข้างมาก ทั้งเรื่องของคนก็ต้องมีเซลล์เพื่อไปหาลูกค้า นำเสนอ Portfolio และก็ต้อง Pitching เนื่องจากวิธีนี้ใช้ทรัพยากรจำนวนมาก เลยจำเป็นที่จะต้องมุ่งหาลูกค้าmมี Budget จำนวนมากเสียเป็นส่วนใหญ่ เพื่อที่จะคุ้มค่าในการหาลูกค้าครั้งหนึ่ง
แต่ถ้าเราเริ่ม Content Marketing และ Inbound Marketing ถ้ามีจำนวนคอนเทนต์ที่มากพอและมีคุณภาพ และระยะเวลาเป็นใจ ระบบการทำงานจะช่วยดึงดูดลูกค้าเข้ามาจาก จากที่ลูกค้าเข้ามาเสพคอนเทนต์ของบริษัทเราอย่างสม่ำเสมอ เปลี่ยนจากผู้ที่เสพคอนเทนต์ กลายเป็นลูกค้า และยังช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ทำให้บริษัทเราดูเป็นผู้เชี่ยวชาญอีกด้วย ซึ่ง Content Marketing และ Inbound Marketing จะช่วยลดค่าใช้จ่าย ลดทรัพยากร ในระยะยาวในการหาลูกค้าใหม่ได้อีก
สรุป Digital Agency ทำ Content Marketing ไม่ใช่แค่หาลูกค้าใหม่อย่างเดียว แต่เพิ่มความน่าเชื่อถือ
ทั้งหมดนี้เรียกได้ว่าเป็นสาเหตุที่เหล่า Digital Agency ไม่ทำ Content Marketing และ Inbound Marketing แต่ถ้าได้เริ่มทำแล้วก็จำเป็นมาก ๆ ที่ต้องใช้เวลา และมีความสม่ำเสมอ ซึ่งจะช่วยเป็นเครื่องทุ่นแรงในการหาลูกค้าได้เป็นอย่างดี ได้ลูกค้ามากขึ้น ลดค่าใช้จ่ายในเรื่อง Ads ได้ในระยะยาวด้วย ส่วนตัวเชื่อว่า ถ้าเราไม่ Treat บริษัทตัวเอง ให้เป็นลูกค้าคนสำคัญคนหนึ่ง งานการตลาดของบริษัทเราก็จะไม่เกิดขึ้นจริง
ไม่เพียงแค่เรื่องของการหาลูกค้าใหม่ แต่ยังเป็นเรื่องของความน่าเชื่อถือ การที่เราทำ Content Marketing เกี่ยวกับด้านทักษะที่เรารู้ Digital Marketing ก็เปรียบเสมือนเครื่องมือที่ช่วยยืนยันว่าเราเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานได้จริง เพิ่มความน่าเชื่อถือได้ อีกทั้งยังสามารถนำตัวอย่างงานหรือผลลัพธ์ที่เกิดจากการทำ Content Marketing ให้กับบริษัทตัวเองเป็น Case Study ได้อีกด้วย
ติดตามเรื่องราว Digital Marketing จาก Digital Break Time ได้ที่
Facebook, X, Line Official Account, Instagram, Spotify, YouTube, Apple Podcast
ธนาคาร เลิศสุดวิชัย x Digital Break Time





