ยิงแอด คอนเสิร์ต ปาร์ตี้ อีเวนต์ เป็นสิ่งที่มีความท้าทายสูงมาก สำหรับการทำ Digital Marketing และมีวิธีการ Optimize และเทคนิคบางอย่างที่ทำให้ธุรกิจนี้ แตกต่างจากธุรกิจอื่นๆ เป็นอย่างมาก
เนื่องจากทาง Digital Break Time ได้ดูแลในด้านโฆษณา Digital Marketing งานอีเวนต์ปาร์ตี้ขนาดใหญ่ระดับอินเตอร์ ที่มีคนหลากหลายประเทศมาร่วมงานกัน จนเรียกได้ว่าสร้างยอดขายตั๋วได้จริง และช่วยลด Cost per Purchase ได้จริง จึงกลั่นกรองออกมาเป็นประสบการณ์ที่เรียกได้ว่าเป็น Case Study ขนาดย่อม ๆ สำหรับใครที่ทำโฆษณาที่เกี่ยวกับงานคอนเสิร์จ งานปาร์ตี้ ที่เน้นขายตั๋วแบบออนไลน์ล่วงหน้า และ Event Organizer ที่ต้องคุยกับการตลาดบ่อยๆ ก็นำไปปรับใช้ได้เลย
ยิงแอด คอนเสิร์ต งานปาร์ตี้ อีเวนต์ วิธี Optimize ให้ขายตั๋วให้ Sold Out ไวขึ้น!
- 1. กลยุทธ์อัดงบเพิ่มช่วงรอยต่อด้านราคา เพื่อเพิ่ม Conversion Rate
- 2. แบ่งกลุ่มเป้าหมายตามภูมิศาสตร์ ตามภูมิภาค ประเทศ หรือจังหวัด เพื่อคุม CPA
- 3. ปิดการขายด้วย Influencer Whitelisting ใช้คอนเทนต์จากอินฟลูมาทำโฆษณาต่อ
- 4. กวาดดีมานด์ของคอนเสิร์ตที่คล้ายกันด้วย Search ใน Google Ads และปั้น Asset ระยะยาวด้วย YouTube
- 5. เก็บตกคนเกือบซื้อ ที่ไม่ยอมซื้อสักทีด้วยเทคนิค Retargeting หรือทำ CRM ส่งเมลแจ้งเตือน
- 6. ราคาตั๋วทำให้ลังเลในการซื้อ ลองกลยุทธ์ Buy Now Pay Later (BNPL)
- สรุป ยิงแอด คอนเสิร์ต ปาร์ตี้ อีเวนต์ วิธี Optimize ยิงแอดขายตั๋วให้ Sold Out ไวขึ้น!

1.กลยุทธ์อัดงบเพิ่มช่วงรอยต่อด้านราคา เพื่อเพิ่ม Conversion Rate
เป็นธรรมดาในงานคอนเสิร์ตหลายที่ ที่มักจะมี Tier ด้านราคาเพื่อให้คนที่ซื้อตั๋วก่อนนานๆ ได้รับส่วนลดที่มากกว่าปกติ จนกระทั่งยิ่งใกล้งานคอนเสิร์ตมากเท่าไร ราคาก็ค่อยๆ ปรับสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยส่วนมากมักจะเป็น Super Early Bird > Early Bird > Advance > Regular หรือบางที่ มีระดับราคาที่น้อยกว่านี้ก็เป็นได้
พฤติกรรมของคนการซื้อตั๋วงานคอนเสิร์ต และงานอีเวนต์ต่าง ๆ มักจะมีความ FOMO (Fear of Missing Out) ไม่ว่าจะเป็นการกลัวตั๋วหมด หรือแม้กระทั่งราคาตั๋วจะขึ้นเรื่อยๆ ถ้าใกล้เวลางานคอนเสิร์ต ดังนั้นเราควรใช้ประโยชน์จากตรงนี้เพื่อเพิ่มยอดขายและ Conversion Rate ซึ่งแน่นอนว่าโดยปกติแล้ว จะมีระยะเวลาในการขายตั๋วในแต่ละราคาอย่างแน่นอน เราก็ปรับตรงนี้มาใช้
ซึ่งวิธีที่เราทำได้นั่นคือการอัดงบประมาณเพิ่มขึ้นในช่วงระยะเวลาสั้น ก่อนที่จะมีการปรับราคา เช่น
- ช่วงการปรับราคา จาก Super Early Bird > Early Bird
- ให้ Announce ว่าจะปรับราคาเมื่อใด และทำ Creative เพื่อไว้ใช้ในการโฆษณา
- เพิ่มงบ โดยการสร้างแคมเปญใหม่ (ปรับใช้ได้กับทุก Platform) เป็นระยะเวลา 4-7 วัน (มากกว่าหรือน้อยกว่านี้ก็ได้ตามความเหมาะสม)
- โดยเลือกเป็นช่วงรอยต่อ ก่อนจบ Super Early Bird สัก 5 วัน และ เริ่มขาย Early Bird สัก 2 วัน (สำหรับแคมเปญเลือกแบบ 7 วัน)
- จุดประสงค์คือเพื่อเพิ่มยอดขาย และ Conversion Rate ในช่วง Super Early Bird ส่วนในช่วง Early Bird นั้น ก็เพิ่มยอดขายได้เช่นกัน ถ้าจะมีการปรับอีกครั้ง หลายคนที่พลาดซื้อช่วง Super Early Bird ก็มาซื้อช่วง Early Bird แทน ดีกว่าปล่อยให้ปรับราคาอีก
- งบประมาณนั้นสามารถปรับได้ตามความเหมาะสม ขึ้นอยู่กับตามความต้องการ
- จากประสบการณ์จริงนั้นช่วงที่เป็นรอยต่อพบกว่ามี Traffic เพิ่มสูงขึ้น มียอดขายเพิ่มขึ้น และ Conversion Rate มากขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงรอยต่อที่อัดงบเพิ่มเข้าไป ดีกว่าช่วงที่ปล่อยให้แอดวิ่งเรียบๆทุกวัน
การใช้อารมณ์ FOMO ของคนนั้น และมีการปรับงบเพิ่มขึ้น จะช่วยให้ยอดขายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ รวมไปถึง Conversion Rate ด้วย อัตราการขายได้นั้นจะสูงกว่าช่วงเวลาปกติทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด
แล้วถ้าเป็นงานคอนเสิร์ตที่เรียกว่าไม่มีการปรับราคาล่ะ แบบราคาเดียวตลอดการขาย อันนี้ก็สามารถปรับใช้ได้เช่นกัน โดยให้อัดงบช่วงแรกที่เปิดขายเลย เพราะช่วงแรกที่เปิดขายนั้น คนส่วนมากก็มี FOMO เช่นกัน เช่นการกลัวว่าจะได้ที่นั่งไม่ดี หรือโซนที่ตัวเองต้องการนั้นอาจจะหมดได้ภายในระยะเวลาอันสั้น ดังนั้นอย่าลืมปรับงบขึ้นในช่วงแรกของการเปิดขายบัตร
2. แบ่งกลุ่มเป้าหมายตามภูมิศาสตร์ ตามภูมิภาค ประเทศ หรือจังหวัด เพื่อคุม CPA
สำหรับงานคอนเสิร์ต งานปาร์ตี้ที่เป็นระดับ Global มีความอินเตอร์ มีลูกค้าที่ซื้อตั๋วจากทั่วทุกมุมของโลกนั้น แล้วเป็น Expat ที่มาท่องเที่ยวในไทยด้วย พยายามอย่างยิงแอดแบบเหมารวมแบบ ทั่วโลกโดยเด็ดขาด แนะนำเป็นอย่างมากให้แบ่ง Campaign หรือ Ad Group ตามภูมิภาค หรือประเทศ ขึ้นอยู่กับว่าเราสะดวกหรือมีงบประมาณมากน้อยแค่ไหน เช่นแบ่งตามโซน USA / ASEAN / EU / APAC รวมไปถึงประเทศที่ขายตั๋วได้มาก ก็สามารถแบ่งได้ แต่ถ้าเป็นงานคอนเสิร์ต หรืองานปาร์ตี้ที่ขายคนไทยเป็นหลัก ก็แนะนำให้แบ่งตามภาคต่าง ๆ หรือแบ่งรายจังหวัด (ไม่ต้องทั้งหมดก็ได้) ซึ่งนำมาปรับใช้ได้เช่นกัน
ที่แนะนำให้แบ่งตามภูมิศาสตร์ ภูมิภาค ประเทศหรือจังหวัด เพราะเราจะเห็นผลลัพธ์ได้อย่างชัดเจนเป็นอย่างมาก ว่า Data ข้อมูลจะบอกว่าแต่ละประเทศ หรือแต่ละภูมิภาคนั้นมีกำลังซื้อที่ไม่เท่ากัน มีความแตกต่างกันค่อนข้างมาก ในบางกลุ่มประเทศจะเห็นชัดว่าได้ Purchase เยอะ และมี Cost per Purchase ต่ำ อาจเป็นเพราะใกล้กับประเทศไทย เดินทางง่ายสะดวก ตัดสินใจง่าย หรือค่าโฆษณา Bidding ไม่สูงมาก (แอบบอกนิดนึงประเทศที่พัฒนาแล้ว มีความอิ่มตัวด้านโฆษณา Digital Marketing มาก จะพบว่า Cost per Purchase สูงกว่า)
พอเราแบ่งและเห็นข้อมูลแล้ว ก็จะเป็นการง่ายที่เราจะโยกงงบประมาณ Reallocation ไปยังกลุ่มประเทศหรือจังหวัดที่ได้ยอดซื้อตั๋วสูง Cost per Purchase ต่ำ เพราะจะทำให้ยอดขายตั๋วพุ่งสูงขึ้น ถึงแม้ว่าเราจะใช้เงินเท่าเดิมก็ตาม หรือถ้าต้องการลงงบเพิ่มก็ลงในกลุ่มประเทศที่ทำโฆษณาได้ดี ได้เหมือนกัน เพราะเรามีตัวเลขรองรับนั่นเอง
3. ปิดการขายด้วย Influencer Whitelisting ใช้คอนเทนต์จากอินฟลูมาทำโฆษณาต่อ
คอนเสิร์ตและงานปาร์ตี้ เป็นงานอีเวนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยอารมณ์เป็นอย่างมาก เรียกว่าการทำการตลาดโดยผ่าน Influencer Marketing มักจะได้ผลดีด้วย ไม่ว่าจะเป็น Influencer ที่เป็นผู้ร่วมงาน ให้ความรู้สึกเรียล ดูสมจริง รวมไปถึงการให้ศิลปิน หรือ DJ เองออกมาพูดถึงหรือโปรโมต ต่างก็ช่วยขับเคลื่อนให้เกิดการซื้อตั๋วได้
แน่นอนว่าในเมื่อมีการทำ Influencer Marketing อยู่แล้ว ก็อย่าให้เสียเปล่า ก็ให้นำวิดีโอเหล่านั้นจากอินฟลูเอนเซอร์มาโปรโมท เพื่อให้เกิด Conversion ในการสั่งซื้อ แนะนำทริคอีกนิดนึงว่า การที่เราใช้คลิปจากอินฟลูเอนเซอร์แนะนำว่าควรเป็นการขอ Code เพื่อนำโพสต์นั้นมาโปรโมตโฆษณาโดยเฉพาะ เช่น TikTok เป็นการขอ Code เพื่อทำ Spark Ads ส่วนทาง Meta ทั้ง Facebook และ Instagram นั้นก็สามารถขอ Code ที่เป็น Partnership Ad Code ได้เช่นกัน
โดยเราสร้างแคมเปญ Objective ในรูปแบบ Conversion ที่ใช้โพสต์จาก Influencer มายิงแอดผ่าน Ad Account ของเรา โดยรูปแบบโฆษณาจะดูแนบเนียนมากกว่าแบนเนอร์แบบแข็งๆ และอีกทั้งยังโปรโมตในนามอินฟลูเอนเซอร์เอง ทำให้การโน้มน้าวใจเป็นไปมากกว่าแบรนด์บอกเอง
4. กวาดดีมานด์ของคอนเสิร์ตที่คล้ายกันด้วย Search ใน Google Ads และปั้น Asset ระยะยาวด้วย YouTube
สำหรับ Search Ads ใน Google Ads ก็อย่ามองข้าม งานคอนเสิร์ตหรืองานปาร์ตี้นั้น ถ้าจัดตามเทศกาลใหญ่ ๆ มักจะมีคอนเสิร์ต หรือปาร์ตี้อื่นๆ ที่จัดในระยะเวลาที่ใกล้กันมาก ๆ อยู่ด้วย ดังนั้น ใช้คีย์เวิร์ดชื่องานคอนเสิร์ต หรือปาร์ตี้ที่มีความใกล้เคียงกัน ทั้งแนวเพลง ระยะเวลา กลุ่มเป้าหมาย เนื่องจากว่ากลุ่มลูกค้าเหล่านี้มีความสนใจอยู่แล้ว High Intent เราพยายามดึงกลุ่มเป้าหมายนั้นมาที่งานของเราให้ได้ และแน่นอนว่าอย่าลืมทำกลับกันด้วยการใช้ชื่องานคอนเสิร์ต ปาร์ตี้ของเรา เป็นคีย์เวิร์ดเพื่อซื้อโฆษณาใน Google Ads เพื่อป้องกันคนใช้ชื่องานคอนเสิร์ต ปาร์ตี้ของเราเป็นคีย์เวิร์ด เพื่อให้อันดับชื่องานคอนเสิร์ตของเราอยู่ด้านบนบ่อยๆ นั่นเอง
และสิ่งที่จะขาดไปไม่ได้ เรื่องของ Organic ก็สำคัญ นั่นก็คือเราจะต้องมี Asset ระยะยาวเพื่อที่จะให้คนเข้ามาซื้อตั๋วได้ ถ้างานคอนเสิร์ต หรืองานปาร์ตี้ของคุณ มีการจัดงานทุกปีเป็นประจำอยู่แล้ว แนะนำเลยว่าควรนำวิดีโอ Aftermovie หรือวิดีโอ Footage ลงใน Reels ทั้ง Instagram, Facebook รวมถึง TikTok แต่ถ้าต้องการเหนือชั้นไปกว่านั้นเราสามารถนำวิดีโอจากงานทั้งงาน หรือบาง Sessions อัปโหลดใน YouTube เพื่อโชว์ความยิ่งใหญ่ของงาน Production งานภาพเสียง รวมไปถึง Performance ของศิลปิน นักเต้น DJ ต่าง ๆ วิดีโอบรรยากาศในงาน วิดีโอเหล่านี้เรียกว่าเป็น Asset ในระยาวชั้นดีมาก ๆ ที่จะช่วยกระตุ้นความอยาก ให้มางานคอนเสิร์ตหรืองานปาร์ตี้ในปีต่อๆ ไป อีกทั้งยังช่วยเพิ่มยอด View และผู้ติดตามแบบ Organic ได้ดีมากเลยทีเดียว บางวิดีโอที่เป็นบันทึกงานแสดง จะมียอดวิวทะลุ 100,000 Views ก็ไม่ใช่เรื่องยากเลย
5. เก็บตกคนเกือบซื้อ ที่ไม่ยอมซื้อสักทีด้วยเทคนิค Retargeting หรือทำ CRM ส่งเมลแจ้งเตือน
เคยเป็นกันไหม ที่จะซื้อแล้ว แต่ยังไม่ซื้อสักที Add to cart ค้างไว้นาน ๆ เหตุการณ์แบบนี้ไม่ได้เกิดแค่เพียงกับร้านที่ขายของเท่านั้น แต่กับตั๋วคอนเสิร์ต และงานปาร์ตี้ก็ไม่แตกต่างกัน จะซื้อแล้วแต่ก็ยังไม่ซื้อสักที ต่างคนมีหลายเหตุผล ไม่แน่ใจว่าวันที่จัดงานจะว่างไหม เงินเดือนยังไม่ออก หรือรอซื้อพร้อมเพื่อน ทั้งหมดนี้เรียกได้ว่าเกือบจะซื้อแต่ก็ไม่ยอมซื้อสักที
กลยุทธ์ที่จะทำให้คนเหล่านี้ยอมควักเงินซื้อได้ ก็ต้องเตือนความจำกันสักหน่อย โดยเราสามารถสร้างกลุ่มเป้าหมายที่ Add to Cart บัตรไว้แล้ว แต่ยังไม่ได้ซื้อ โดยสร้างแคมเปญใหม่ขึ้นมาเพื่อกระตุ้นการสั่งซื้อจากคนกลุ่มนี้โดยเฉพาะ หรือถ้าคุณมีระบบ CRM และระบบ Automation เราสามารถสร้าง Workflow ได้เลยว่า เมื่อกดมาถึงที่หน้า Add to cart แล้ว แต่ยังไม่สั่งซื้อ ก็ให้ส่งอีเมลแจ้งเตือนได้ ภายในระยะเวลากี่วัน ตามที่กำหนด โดยอาจจะใช้คำที่เรียกได้ว่า “อย่าพลาด” “บัตรใกล้จะ Sold Out” ที่เรียกได้ว่ากระตุ้นเพื่อให้เกิดการสั่งซื้อนั่นเอง
6. ราคาตั๋วทำให้ลังเลในการซื้อ ลองกลยุทธ์ Buy Now Pay Later (BNPL)
ราคาตั๋วงานคอนเสิร์ตหรืองานปาร์ตี้ ต่างมีราคาที่ค่อนข้างสูงประมาณหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นงานระดับอินเตอร์ราคาตั๋วนั้นก็ถือว่าค่อนข้างสูง ดังนั้นกลยุทธ์ที่สามารถนำมาใช้ได้ นั่นคือการที่ซื้อก่อนจ่ายทีหลังได้ หรือ Buy Now Pay Later (BNPL) ถ้ามีการตกลงกับบริษัทบัตรเครดิต หรือบริษัทวอลเล็ทการชำระเงินที่ร่วมรายการ ก็สามารถนำมาโปรโมตได้เช่นกัน
โดยข้อความในโฆษณา เราสามารถไฮไลท์ด้วยข้อความที่ประมาณว่า “ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง” “Buy Now Pay Later” “ผ่อนสูงสุด xx เดือน 0%” โดยเราสามารถทำ Artwork เพื่อให้สอดคล้องกับข้อความเหล่านี้ได้ เพื่อเพิ่มยอด Conversion Rate หรือสามารถ Upsell เพื่อขายบัตรใน Tier ที่สูงกว่าได้เช่นกัน
สรุป ยิงแอด คอนเสิร์ต ปาร์ตี้ อีเวนต์ วิธี Optimize ยิงแอดขายตั๋วให้ Sold Out ไวขึ้น!
ยิงแอด คอนเสิร์ต งานปาร์ตี้ อีเวนต์ ทั้งหมดนี้เรียกว่าเป็นเทคนิคการ Optimize Ads รวมไปถึงคำแนะนำอื่นๆ ที่จำเป็นสำหรับการทำโฆษณาที่เกี่ยวกับธุรกิจการขายตั๋วงานคอนเสิร์ต และงานปาร์ตี้ โดยกลั่นกรองมากจากประสบการณ์จริงจากผู้เขียนเอง หวังว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้อ่าน โดยนำไปปรับใช้งานได้ตามความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นงานคอนเสิร์ต งานปาร์ตี้ระดับโลก ระดับอินเตอร์ รวมไปถึงงานคอนเสิร์ต งานปาร์ตี้ ที่จัดขึ้นตามท้องถิ่นหรือเฉพาะในประเทศไทยก็ทำได้เช่นกัน โดยจุดประสงค์ก็คือการทำให้ตั๋วที่ขายนั้น Sold Out ขายดีมากยิ่งขึ้น โดยใช้งบประมาณโฆษณาที่คุ้มค่า สมเหตุสมผลนั่นเอง
ติดตามเรื่องราว Digital Marketing จาก Digital Break Time ได้ที่
Facebook, X, Line Official Account, Instagram, Spotify, YouTube, Apple Podcast
ธนาคาร เลิศสุดวิชัย x Digital Break Time





