เทคนิค Flash Sale แฟลชเซลล์ ควรใช้ตอนไหน กับสินค้าอะไร เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ต้องเข้าใจกันก่อนว่า Flash Sale คือการลดราคาสินค้าในช่วงระยะเวลาที่มีจำกัด จะเป็นการช่วยกระตุ้นให้คนเกิดอาการที่เรียกว่า FOMO (Fear of Missing Out) กลัวที่จะพลาดโอกาสสำคัญในการซื้อ ทำงานร่วมกับจิตวิทยาของผู้บริโภค ซึ่งเราจะพบเจอกับ Marketplace Platform ต่าง ๆ เป็นประจำเช่น Shopee, Lazada, TikTok Shop หรือร้านค้าใหญ่ ๆ ที่มีแอปเป็นของตัวเองก็ทำแฟลชเซลล์ได้เช่นกัน
แต่การที่จะใช้ Flash Sale อย่างเดียวนั้นอาจไม่เพียงพอ แต่ควรจะเลือกจังหวะช่วงเวลา ประเภทสินค้า และทำงานร่วมกับโฆษณาอื่น ๆ เพื่อให้สินค้าที่เราทำแฟลชเซลล์นั้น ขายดีมากยิ่งขึ้น
เทคนิค Flash Sale แฟลชเซลล์ ควรใช้ตอนไหน และใช้กับสินค้าอะไรบ้าง ให้ Sold Out ไวขึ้น

1. ใช้ เทคนิค Flash Sale เมื่อไรดี จังหวะไหนควรใช้ถึงจะเวิร์ค
เรื่องของจังหวะเวลาเรียกได้ว่าสำคัญมาก เพราะถ้าเราจัดเวลาแฟลชเซลล์ที่แตกต่างกันออกไป ก็อาจทำให้ยอดขายต่างกันออกไปด้วย ทาง Digital Break Time เลยขอแนะนำ 3 จังหวะเวลาดังนี้
1.1 ช่วงใกล้เวลา Mega Campaign หรือช่วงที่คนหนาแน่น
เรียกว่าเป็นช่วงเวลาที่แพลตฟอร์มมี Traffic หนาแน่นมากที่สุดช่วงหนึ่ง เพราะคนมักจะเข้ามาเลือกสินค้าแล้ว Add to Cart ไว้ก่อน แล้วพอถึงช่วงเวลา Mega Campaign ค่อยกดสั่งซื้อ ซึ่งช่วงเวลาตรงนี้แหละที่เราจะใช้โอกาสนี้ทำ Flash Sale เพื่อดึงให้ลูกค้าสั่งซื้อโดยที่ไม่ต้องรอ Mega Campaign เลยก็ได้ หรือให้ลูกค้า Add to Cart แล้วไปซื้อช่วงแคมเปญก็ได้ นับได้ว่าเป็นการใช้แฟลชเซลล์ในช่วงเวลาที่คุ้มค่ากว่าช่วงเวลาปกติทั่วไป เพราะจะโกย Traffic และยอดขาย GMV ได้มากกว่าช่วงเวลาปกติ
1.2 ผสานพลังกับ CPAS Ads ดึงคนจากภายนอกแพลตฟอร์ม ในช่วงเวลาเดียวกันกับ Flash Sale
การที่เราทำ CPAS Ads (Collaborative Ads) นอกแพลตฟอร์มมาร์เก็จเพลส เช่น Facebook, Instagram เพื่อที่จะมองหาคนใหม่ ๆ มาซื้อสินค้าของเราในร้านค้าของเรา แต่ผลลัพธ์ที่หลายคนใช้งาน CPAS Ads จริง มักจะรู้กันดีว่า ROAS ที่ได้จาก CPAS Ads นั้น มักจะน้อยกว่าการทำโฆษณาบน On-Platform Ads (โฆษณาที่รันอยู่บนแพลตฟอร์มขายของ เช่น Shopee Ads, Lazada Ads) แต่จะได้คนที่ Add to Cart มากกว่า
แต่เมื่อเราทำช่วงเวลา Flash Sale พร้อมกับช่วงเวลา ที่ทำ CPAS Ads นั้น ก็จะช่วยให้ CPAS Ads มีปริทธิภาพมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพราะเมื่อคนเข้ามาจาก CPAS Ads แล้ว เห็นว่าสินค้านี้มีการลดราคาด้วยการทำแฟลชเซลล์อยู่ ก็จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการสั่งซื้อได้ในทันที มากกว่าที่จะดองสินค้าด้วยการ Add to Cart ไว้เฉย ๆ ดังนั้นลองตั้งค่า CPAS Ads ให้รันในช่วงเวลาเดียวกันกับการทำ Flash Sale หรือเพิ่มงบ CPAS ในช่วง Flash Sale ก็จะทำให้ผลลัพธ์ของ CPAS Ads ดีขึ้น
1.3 บูสต์ด้วย On-Platform Ads ให้ Flash Sale ทำงานดีขึ้น
สำหรับใครที่ทำแฟลชเซลล์เพียงอย่างเดียว แต่ไม่ค่อยได้ทำ On-Platform Ads เลย หรือใช้น้อยมาก แนะนำเลยว่าให้ลองใช้ On-Platform Ads ควบคู่กับ Flash Sale เพราะว่า Flash Sale จะช่วยเพิ่มการมองเห็นมากกว่าค่าเฉลี่ยอยู่แล้ว ส่วน On-Platform Ads จะช่วยขับเคลื่อนยอดขายได้มากขึ้น ไม่เพียงแค่นั้น พวกตัวเลขอย่าง CTR และ CVR จะสูงกว่าช่วงเวลาปกติที่ไม่ทำแฟลชเซลล์ เพราะเนื่องจากราคาแข่งขันได้ แล้วทำให้ CTR และ CVR เพิ่มขึ้นในช่วงเวลาแฟลชเซลล์ ดังนั้นเลยเป็นผลให้เกิด GMV ในภาพรวมมากขึ้นด้วย
ส่วนคนที่ใช้งาน On-Platform Ads เป็นประจำอยู่แล้ว แนะนำเลยว่าให้อัดเงินในสินค้าเพิ่มขึ้นไปอีกเล็กน้อย กับสินค้าที่ทำ Flash Sale จะช่วยให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นไปอีก
2. สินค้าแบบไหนที่เหมาะจะใช้กับ Flash Sale
จริงอยู่ที่สินค้าไหนก็สามารถใช้แฟลชเซลล์ได้ แต่จะดีกว่าไหมถ้าเราเลือกกลุ่มสินค้าที่เหมาะสม เพื่อให้กลยุทธ์แฟลชเซลล์ของเราดึงประสิทธิภาพออกมาได้มากที่สุด และรวมถึงใช้ผลลัพธ์ต่อเนื่องที่เกิดจากการขายอย่างเช่น การรีวิว สินค้าคงคลังต่าง ๆ ได้ด้วย
2.1 สินค้าใหม่ที่ต้องการรีวิวและยอดขายในตอนต้น
สินค้าใหม่เรียกว่าเหมาะมากกับการทำ Flash Sale เนื่องจากว่าจุดอ่อนของสินค้าใหม่ที่เราเพิ่งเพิ่มเข้าในระบบนั้นจะไม่มียอดขาย ไม่มีรีวิวเลย แล้วถ้าเราปล่อยไว้เพื่อให้ Organic ทำงานก็อาจจะช้าจนเกินไป ดังนั้นการที่เราเริ่มทำ Flash Sale ในช่วงแรก แน่นอนที่จะทำให้เกิดยอดการสั่งซื้อ หลังจากนั้นจะตามมาด้วยรีวิว แน่นอนว่าถ้าสินค้าของเราดี รีวิวก็มักจะมีทิศทางไปในแง่บวกอยู่แล้ว
ซึ่งยอดสั่งซื้อและยอดรีวิวนี่แหละ ที่จะเป็นหลักฐานเพิ่มความน่าเชื่อ หรือที่เรียกว่า Social Proof ที่ว่าสินค้าของเรามีคนซื้อ รวมถึงมีคนรีวิวในแง่บวกอยู่ด้วย ทำให้การสั่งซื้อแบบ Organic เพิ่มสูงขึ้นหลังจากนั้น รวมถึงการใช้ On-Platform Ads จะดียิ่งขึ้น เพราะ Conversion Rate สูงขึ้น ลองนึกถึงถ้าตัวเราเป็นคนซื้อ เราก็อาจจะรู้สึกแปลกในถ้าสินค้านั้นยอดสั่งซื้อน้อย และไม่มีรีวิวเลย แต่ถ้ามียอดสั่งซื้อบ้างแล้ว และมีรีวิวในง่าบวกมากขึ้น การที่จะตัดสินใจซื้อก็จะง่ายขึ้นด้วย
2.2 สินค้าค้างสต๊อก หรือสินค้าที่หมุนเวียนช้า
ต้องบอกก่อนว่าสินค้าค้างสต๊อก ไม่ได้แปลว่าสินค้าที่ไม่ดีหรือหมดอายุ แต่เป็นสินค้าที่อยู่ในคลังนานจนเกินไป มีอัตราการหมุนเวียนต่ำนั่นเป็นสัญญาณแรกที่บ่งบอกว่าสินค้านี้ควรจะรีบระบายออกไปในทางใดทางหนึ่ง คำตอบนั้นก็คือการทำ Flash Sale เพราะจะช่วยให้สินค้านั้นถูกขายออกไป นำออกจากคลังและหมุนเวียนได้มากขึ้น เพราะอย่างน้อยการที่เราได้ปล่อยสินค้าออกไป อย่างน้อยทำให้เราไม่ต้องกังวลเรื่องของอายุการใช้งานของสินค้า รวมถึงวันหมดอายุที่ในบางสินค้าก็มีเช่นกัน ดีกว่าปล่อยให้สินค้าค้างสต๊อกนาน แปลงสินค้ากลับมาเป็นเงินจะเป็นหนทางที่ดีกว่า
2.3 Hero Products สินค้าที่ขายดีมาก ๆ เน้น Traffic เข้าร้านและขายสินค้าอื่นพ่วง
สำหรับหลายร้านค้า มักจะมีสินค้าที่เรียกว่าเป็น Hero Products ที่ชูโรงอยู่แล้ว ก็สามารถนำมาทำแฟลชเซลล์ได้เช่นกัน แต่หลายคนอาจจะแย้งว่า ถ้าขายดีอยู่แล้วเราจะยอมลดกำไรเพื่อทำ Flash Sale ไปทำไมกันล่ะ แต่แน่นอนว่าเราไม่ได้ทำเพื่อลดกำไรเฉย ๆ แต่เราเน้นขายพ่วงสินค้าอื่นด้วยการทำ Bundle Deal หรือสินค้า Hero Products อะไรที่ขายดีอยู่แล้ว จำเป็นที่จะต้องใช้ควบคู่กับสินค้าอื่นในร้านของเรา ก็จะทำให้สินค้าอื่นในร้านขายดีไปด้วยเช่นกัน ดังนั้นการทำ Flash Sale สินค้าที่ขายดีอยู่แล้ว แต่เน้นขายเพิ่มเติมก็อาจเป็นหนทางที่ดีกว่าเช่นกัน
3. ข้อควรระมัดระวัง และกับดักของการใช้ Flash Sale
เมื่อเราพูดถึงเรื่องของ ประเภทสินค้าที่ควรใช้ และจังหวะเวลาที่ควรใช้แฟลชเซลล์แล้ว แต่ก็มีข้อควรระมัดระวังไว้เช่นเดียวกัน เพราะการที่ใช้ Flash Sale บ่อยเกินไป อาจก่อให้เกิดปัญหาขึ้นมาได้ เช่น
3.1 ทำให้สินค้าช้ำ ลูกค้าไม่ซื้อช่วงเวลาปกติ รอแต่แฟลชเซลล์ ถ้าใช้บ่อยเกินไป
หากเราใช้ Flash Sale มากบ่อยจนเกินไป เช่นใช้ตามวันช่วงเวลาเดิม ๆ ทำให้หลายคนคาดการณ์ได้ และยิ่งใช้บ่อยมากเมื่อไร ทำให้มีโอกาสสูงมาก ที่ลูกค้าจะเกิดการเรียนรู้ และคาดการณ์ช่วงเวลาแฟลชเซลล์ได้ จึงทำให้ลูกค้ารอซื้อแต่ช่วงเวลาลดราคาแฟลชเซลล์เท่านั้น และลูกค้าจะไม่ซื้อสินค้าในช่วงเวลาปกติเลย เรียกว่าเป็นปัญหาคลาสสิกเช่นเดียวกับพวกสินค้าที่ใช้โปรโมชั่น 1 แถม 1 บ่อยมาก ๆ ทำให้คนเรียกรู้ที่จะรอ ไม่ซื้อสินค้าช่วงเวลาปกติ
วิธีแก้ไขคือให้ใช้ Flash Sale ไม่ต้องใช้เป็นประจำ หรือหมุนเวียนสินค้า และช่วงเวลาอยู่เรื่อย ๆ ใช้เมื่อจำเป็น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าแบรนด์ช้ำ และลูกค้ายังซื้อสินค้าช่วงเวลาปกติอยู่ด้วยนั่นเอง
3.2 สินค้าต้องพร้อมส่ง เพื่อป้องกันการจัดส่งสินค้าล่าช้า
ยิ่งเราใช้ เทคนิค Flash Sale ร่วมกับการใช้โฆษณา On-Platform Ads หรือ CPAS Ads ก็ตาม มีโอกาสมากที่สินค้านั้นจะขายดีเป็นพิเศษ ทำให้ยอดการสั่งซื้อพุ่งพรวดในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ และยิ่งจัดกับช่วงใกล้เวลาแคมเปญ ที่เป็นช่วงขายดีอยู่แล้ว แน่นอนว่าอาจทำให้เกิดการจัดส่งสินค้าล่าช้าได้ เพราะมีออเดอร์กองมาเป็นจำนวนมาก ดังนั้นคนแพ็กสินค้าต้องพร้อม จำนวนสินค้าคงคลังต้องพร้อม และจริง ๆ แล้วเราสามารถกำหนดจำนวนสินค้าที่จะทำ Flash Sale ได้ว่าจะกำหนดสต๊อกสินค้าที่จะขายสินค้าใน Flash Sale เท่าไรได้ สามารถนำตรงนี้มาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้เช่นกัน
สรุป เทคนิค Flash Sale แฟลชเซลล์ ควรคำนึงถึงเรื่องจังหวะเวลา ประเภทสินค้า และระวังแบรนด์ช้ำ
ทั้งหมดนี้เรียกว่าเป็น เทคนิค Flash Sale แฟลชเซลล์ ที่เหล่าคนขายตัวจริง และเอเจนซี่ที่บริหารร้านค้า ใช้เป็นประจำ แทนที่จะจัดแฟลชเซลล์แบบปราศจากกลยุทธ์ แต่เพียงเพิ่มการวางแผน เรื่องของจังหวะเวลา ใช้งานร่วมกับโฆษณาประเภทอื่น รวมถึงประเภทสินค้า เพื่อให้สินค้าของเราขายได้ ได้ GMV มากขึ้น และเกิดประสิทธิภาพของการทำ Flash Sale ให้มากที่สุดนั่นเอง
ติดตามเรื่องราว Digital Marketing จาก Digital Break Time ได้ที่
Facebook, X, Line Official Account, Instagram, Spotify, YouTube, Apple Podcast
ธนาคาร เลิศสุดวิชัย x Digital Break Time





