เขียนบทความ SEO

วิธีเขียนบทความ SEO กับการปรับแต่ง 2 วิธี ช่วยให้ CTR สูงขึ้นก้าวกระโดด ต้องอ่าน

วิธีเขียนบทความ SEO ทำได้หลายวิธี แต่วิธีที่จะแนะนำต่อไปนี้ เป็นวิธีการเขียน Title, Meta Description และปรับแต่ง URLs จะช่วยให้ CTR (Click Through Rate) อัตราการคลิกสูงขึ้น เป็นอย่างมาก และยังส่งผลต่อการจัดลำดับของ SEO อีกด้วย วิธีเขียนบทความ SEO ด้วยการปรับแต่งส่วน Title และ Meta Description มีคีย์เวิร์ดที่เราวางเอาไว้ทั้งใน Title และ Meta Description สิ่งที่ควรทำเป็นอันดับแรก นั่นคือจำเป็นอย่างมากที่จะต้องมีคีย์เวิร์ดที่เราเลือกไว้ เพราะเป็นหนึ่งในองค์ประกอบลำดับต้น ๆ ของการทำ SEO ซึ่งวิธีการคัดเลือกคีย์เวิร์ดสามารถอ่านแบบละเอียดได้ที่นี่ ใช้ตัวเลขหรืออันดับเข้าช่วย เป็นคำโปรยใน Title อย่างในบทความนี้ เป็นคำว่า “3 วิธีเขียนบทความ SEO” จะช่วยให้ผู้อ่านส่วนที่เป็นไตเติล รับทราบได้ทันทีว่า มี 3 วิธี และช่วยคำนวณเวลาในการอ่านว่าสามารถทำได้อย่างรวดเร็ว ไม่น่าจะใช้เวลานานนัก ทำให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น…

ประเภท Backlink

ประเภท Backlink มีอะไรบ้าง และแนวทางการสร้าง Backlink ทำความเข้าใจอย่างง่าย

ประเภท Backlink มีอะไรบ้าง ซึ่ง Backlink นั้นถือว่าเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบของกระบวนการในการทำ SEO ให้เกิดความสำเร็จ Backlink คือลิงก์ที่เชื่อมโยงมายังเว็บไซต์ของเรา จากเว็บไซต์หรือที่มาอื่น ๆ การที่เว็บไซต์อื่นจะนำลิงก์ของเราไปเผยแพร่นั้นทำได้หลายรูปแบบ ซึ่ง ประเภทของ Backlinks ที่แนะนำให้ทำ สามารถแบ่งออกได้เป็น 6 รูปแบบ ใหญ่ ๆ คือ ประเภท Backlink มีอะไรบ้าง Editorial Backlinks หรือการอ้างอิงจากการเขียนบทความ เรียกได้ว่าเป็น ประเภท Backlink ที่มีคุณภาพมากที่สุด ที่ใคร ๆ ก็อยากได้ โดยผู้เขียนจะต้องสร้างคอนเทนต์ต้นฉบับขึ้นมา โดยมีการอ้างอิง โดยวางเว็บไซต์ของเราไว้ เป็นการใช้เครดิต และสามารถกดคลิกเพื่อตามมายังต้นทางได้ และถ้าจะมีคุณภาพมากขึ้น ถ้าเว็บไซต์นั้นมีความน่าเชื่อถือ มีทราฟิกจำนวนมาก จะช่วยทำให้เว็บไซต์ของคุณมีทราฟิกเพิ่มขึ้น และยังเป็นการบ่งบอกว่าคอนเทนต์ของคุณมีคุณภาพอีกด้วย Backlink จากรูปภาพหรือ Infographic อันนี้ค่อนข้างมีความคล้ายคลึงกับ Editorial Backlink แต่กลับกันคือเป็นการใช้รูปภาพหรือ Infographic แทน…

เขียนบทความ SEO ความยาว

เขียนบทความ SEO ความยาว เท่าไรดี ถึงจะเหมาะสมและติดอันดับได้ง่าย

เขียนบทความ SEO ความยาว เท่าไรดี? อาจเป็นคำถามที่หลายคนอยากรู้เนื่องจากถ้าเราเลือกคีย์เวิร์ดมาดีแล้ว ไม่ว่าจะเป็น Long Tail Keywords หรือจะเป็น Short Tail Keywords ก็ตาม ความยาวของบทความก็เป็นอีกหนึ่งที่มีคำถามเข้ามามาก เลยมาไขข้อสงสัยกัน บทความสั้นหรือยาว ส่งผลต่อความหนาแน่นของคีย์เวิร์ด (Keywords Density) บทความยาว ๆ นั้น ก็อาจส่งผลต่อความหนาแน่นของคีย์เวิร์ดด้วยเช่นกัน (Keyword Density) ยิ่งมีจำนวนคำมาก เราก็อาจจำเป็นที่จะต้องเพิ่มความหนาแน่นของคีย์เวิร์ดไปด้วย กลับกันถ้าบทความสั้นมาก เราก็จะใส่คีย์เวิร์ดได้น้อย ดังนั้นการทำอะไรพอดี ๆ ก็น่าจะดีกว่า แต่บอกไว้ก่อนว่า ไม่มีตัวเลขตายตัวว่าความหนาแน่นของคีย์เวิร์ดจะควรเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของจำนวนคำ แต่อย่ามากจนเกินไป และอย่าน้อยจนเกินไป ส่วนตัวผู้เขียนมากจะชอบใส่ราว ๆ 2-8 คำเท่านั้นต่อบทความ อย่างบทความนี้ก็ใส่ไปไม่เยอะมากนัก ความยาวบทความ SEO ถ้าบทความยาวเกินไปล่ะ? ยาวไปไม่อ่าน หลายคนอ่านได้ยินคำนี้มากบ้าง แน่นนอนว่า เมื่อหลายคนเจอบทความที่ยาวมาก ๆ เกินกว่าที่จะอ่านไหว อ่านทำให้เกิด Bounce Rate ค่อนข้างสูงได้…

เลือกคีย์เวิร์ด

เลือกคีย์เวิร์ด และวิธีแบ่งกลุ่ม Keywords อย่างง่าย สำหรับนำไปใช้กับ SEM

เลือกคีย์เวิร์ด อย่างไร นับว่าเป็นคำถามที่ถูกถามเข้ามามากเหมือนกัน ว่าในการทำ SEM เบื้องต้น ทั้ง Paid Search และการทำ SEO จำเป็นมากที่จะต้องเลือกใช้คีย์เวิร์ดให้ถูกต้อง ซึ่งหลายคนไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไรดี เลยเลือกคีย์เวิร์ดที่พอจะนึกได้มารวมกัน ซึ่งเป็นวิธีที่อาจจะเหมาะสำหรับการเริ่มต้นก็จริง แต่ถ้าเราต้องการทำให้ผลลัพธ์ออกมาดี และสามารถวัดผลได้ การจัดกลุ่ม และการเลือกคีย์เวิร์ดนับว่าจำเป็นอย่างมาก ทาง Digital Break Time เลยมานำเสนอวิธีแบ่งกลุ่มอย่างง่าย ที่เหมาะจะนำไปใช้การทำ SEM ทั้ง Paid Search และ SEO 1. เลือกคีย์เวิร์ด Mass ที่มีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจของเราต่ำ คีย์เวิร์ดแบบนี้เรียกได้ว่าเป็นการหว่านอย่างแท้จริง ลักษณะของคำรูปแบบ Mass เป็นคำที่ดูจะกลาง ๆ ไม่ไปทางใดทางหนึ่ง แต่ยังคงความเกี่ยวข้องกับธุรกิจของเราอยู่บ้าง และมี Search Volume ในปริมาณที่สูงมาก ถ้าจะให้ยกตัวอย่าง อาจยกตัวอย่างเป็นกลุ่มธุรกิจ เช่น ธุรกิจโรงแรม = “ที่พัก” “โรงแรม” “รีสอร์ท” “ชื่อสถานที่ท่องเที่ยว” ธุรกิจโรงพยาบาลและคลินิก…

SEO สำหรับ YouTube

SEO สำหรับ YouTube ทำยังไงให้วิดีโอติด Top Ranking ของการค้นหา

SEO สำหรับ YouTube การทำวิดีโอมาร์เก็ตติ้งนับว่าเป็นอีกหนึ่งสมรภูมิที่ร้อนแรงมากที่สุดในช่วงที่ผ่านมา สิ่งที่เหล่า Video Creators สนใจมากนอกเหนือจากการผลิตคอนเทนต์ออกมาแล้ว นั่นคือการทำให้วิดีโอติด Top Ranking ของการค้นหา การที่จะทำให้ติด Top Ranking ได้ ไม่ใช่แค่เพียงแค่วิดีโอมียอดวิวสูงถึงจะติดได้เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการทำ SEO ให้กับ YouTube ของเราเพื่อให้การติดลำดับผลการค้นหาได้อย่างยั่งยืน วิธีการทำ SEO กับ YouTube บางส่วนคือ SEO สำหรับ YouTube เริ่มจากเลือกคีย์เวิร์ดที่ใช่ ต้องมีคนค้นหา และติดอันดับได้ง่าย การเลือกคีย์เวิร์ด จำเป็นอย่างมากที่จะต้องเลือกคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องกับวิดีโอเป็นหลักก่อน แล้วค่อยมาดูว่าคีย์เวิร์ดนั้นเป็นคีย์เวิร์ดแบบ Long Tail หรือ Short Tail ซึ่งคีย์เวิร์ดแบบ Short Tail คือคีย์เวิร์ดที่มีคนค้นหามาก ใช้งานง่าย คีย์เวิร์ดสั้น แต่การติดลำดับก็จะยากเช่นกัน ตรงกันข้ามกับ Long Tail คีย์เวิร์ดจะยาวขึ้น คนค้นหาน้อยลง แต่มีโอกาสสูงมากที่จะติดลำดับการค้นหาแรก ๆ…

Topic Cluster คืออะไร

Topic Cluster คืออะไร วิธีทำให้การเขียน SEO และ Content Marketing ทรงพลังมากกว่าเดิม

Topic Cluster คืออะไร Topic Cluster คือการจัดคอนเทนต์เป็นกลุ่มในเว็บไซต์ เพื่อหวังผลของการให้ทำคอนเทนต์แบบ SEO ให้เกิดประสิทธิภาพมากกว่าเดิม โดยปกติแล้วการทำ Content Marketing แบบ SEO บนเว็บไซต์ มักจะมีปัญหาอยู่หนึ่งอย่าง นั่นคือคอนเทนต์ของเราจะไม่เป็นระเบียบ สะเปะสะปะ การจัดกลุ่มทำได้ยาก ถ้าทำคอนเทนต์แล้วไม่ติดอันดับ คอนเทนต์นั้นก็แทบจะไม่มีคนอ่านเลย ดังนั้น Topic Cluster จึงเป็นการแก้ปัญหานี้ และทำให้เกิดประสิทธิภาพเพิ่ม Traffic มากยิ่งขึ้น Topic Cluster คืออะไร รูปแบบการทำงานเป็นอย่างไร Topic Cluster คือการรวบรวมกลุ่มคอนเทนต์ ซึ่งคอนเทนต์เหล่านั้นต้องมีความเกี่ยวข้องกัน พูดถึงในเรื่องใกล้เคียงกัน โดยจะแบ่งคอนเทนต์ ออกเป็น 2 แบบ คือ Pillar Content เรียกได้ว่าเป็นคอนเทนต์หลัก ที่สามารถโน้มน้าวให้เกิดการซื้อสินค้าหรือบริการ หรือทำให้เกิด Conversion ได้ทันที เช่น “ข้อดีของบัตรเครดิต ABC” ซึ่งปกติแล้ว Pillar Content…

เครื่องมือ SEO ฟรี

เครื่องมือ SEO ฟรี สำหรับการเลือกใช้ Keywords ให้ออกมามีประสิทธิภาพ

เครื่องมือ SEO ฟรี สำหรับการเลือกคีย์เวิร์ด เพื่อนำมาทำบทความนั้น มีหลายเครื่องมือมาก แต่ที่ทาง Digital Break Time จะนำเสนอ เป็นเครื่องมือที่ใช้งานได้ฟรี ๆ ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด และเป็นเครื่องมือที่หลายคนอาจคาดไม่ถึงว่า นำมาใช้งานกับการเลือกคีย์เวิร์ดได้ด้วย พร้อมแล้วไปดูกันดีกว่าว่ามีอะไรบ้าง เครื่องมือ SEO ฟรี เริ่มจาก Google Search เรียกว่าเป็นเครื่องมือเบสิกลำดับแรก สำหรับการใช้ค้นหาคีย์เวิร์ดอย่างง่าย เพียงแค่เราพิมพ์คำที่เราต้องการ ก็จะโผล่ไปยังหน้าผลลัพธ์การค้นหา หยุดสักพักก็จะมีคำอื่น ๆ แนะนำ เป็นลำดับถัดมา เราก็สามารถนำคำที่มีอยู่ในนี้ไปใช้สำหรับการทำคีย์เวิร์ด หรือไปเลือกใช้ในบทความได้ เพราะคำที่แนะนำมา อย่างน้อยก็จะต้องเป็นคำที่มีความนิยมในการค้นหาอยู่บ้าง เราก็สามารถเลือกคำที่เหมาะสมไปใช้งานได้ แต่ก็มีข้อเสียอยู่เหมือนกัน นั่นคือไม่มีการเรียงลำดับความนิยม หรือจำนวน Search Volume เลย ทำให้เราไม่ทราบจำนวนที่แท้จริง ของจำนวนครั้งที่ค้นหาได้ Google Search Console Google Search Console เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือของ Google ที่ใช้งานได้ฟรี มีจุดประสงค์หลักคือการดูว่ามีคนเข้าหรือเจอเว็บไซต์ของเราแบบ Organic…

วิธีเลือกคีย์เวิร์ด

วิธีเลือกคีย์เวิร์ด สำหรับเขียนบทความ SEO ให้ออกมาติดหน้าแรกได้ดั่งใจ

วิธีเลือกคีย์เวิร์ด สำหรับการเขียนบทความ SEO ทำอย่างไรให้ออกมาติดหน้าแรก เรียกว่าเป็นปัญหาคาใจสำหรับผู้ที่เริ่มเขียนบทความลงในเว็บไซต์ และผู้ที่เปลี่ยนจากการเขียนบทความออฟไลน์ (ในหนังสือหรือนิตยสาร) มาเป็นออนไลน์ ต่างถามเข้ามามาก การเลือกคีย์เวิร์ดนั้นนับว่าเป็นศิลปะอย่างหนึ่งของการทำบทความ SEO เลยทีเดียว ซึ่งหลายคนคิดว่าเป็นเรื่องยากที่จะเขียนบทความโดยใช้คีย์เวิร์ดที่ต้องการให้ติดหน้าแรก แต่ก็ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ มาดูกันว่าวิธีการเลือกคีย์เวิร์ดสำหรับการเขียนบทความควรทำอย่างไร วิธีเลือกคีย์เวิร์ด ใช้ Long Tail Keyword มากกว่า Short Tail Keyword คีย์เวิร์ดมีมากมายหลายแบบ ซึ่งจะแบ่งหยาบ ๆ ออกได้เป็นสองแบบ คือ Short Tail Keyword และ Long Tail Keyword ทั้งสองอย่างนี้มาความแตกต่างกัน Short Tail Keywords ก็แปลได้เกือบตรงตัว คือคีย์เวิร์ดแบบสั้น ลักษณะเด่นของคีย์เวิร์ดแบบสั้นนั้น คือเป็นคำแมส ที่หลายคนนิยมค้นหา เมื่อนึกได้ในครั้งแรก เช่นคำว่า คอมพิวเตอร์, โต๊ะ, เก้าอี้, มือถือ, ดอกไม้ ฯลฯ โดยถ้าใช้คำเหล่านี้มีโอกาสที่จะติดหน้าแรกน้อยมาก ถึงมากที่สุด…

Inbound Marketing กับ SEO

Inbound Marketing กับ SEO สัมพันธ์กันอย่างไร เกี่ยวข้องกันแค่ไหน

Inbound Marketing กับ SEO เกี่ยวข้องกันแค่ไหน แบบไหนถึงจะตอบโจทย์มากกว่า บทความนี้จะมาบอกเล่าเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของทั้งสองอย่างนี้ ในเบื้องต้นว่าเกี่ยวข้องกันอย่างไร แตกต่างกันแค่ไหน สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้หรือไม่ Inbound Marketing คืออะไร สำหรับผู้ที่ต้องการทำความรู้จักกับ Inbound Marketing อย่างละเอียดสามารถอ่านได้ที่บทความนี้ โดยสิ่งที่สำคัญของการทำ Inbound Marketing คือการนำทราฟิกในเว็บไซต์มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด นั่นคือเปลี่ยนจากคนท่องเว็บไซต์ทั่วไปของเรา ให้กลายมาเป็น Lead และต่อยอดมาเป็น Customer ให้ได้ โดยใช้วิธีการทำคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้ง ที่มีประโยชน์ต่อผู้อ่าน และเกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการของเรา จนกระทั่งคนที่เสพคอนเทนต์ของเราไป เกิดความเชื่อมั่น และเชื่อใจ และลงทะเบียนภายในเว็บไซต์ผ่าน Call to Action ต่าง ๆ และมาเป็นลูกค้าในที่สุด แล้ว SEO ล่ะ แตกต่างจาก Inbound Marketing แค่ไหน SEO ย่อมาจากคำว่า Search Engine Optimization โดยพื้นฐานของการทำ SEO นั้น…

Inbound Marketing คืออะไร

Inbound Marketing คืออะไร สำคัญแค่ไหน และธุรกิจใดที่เหมาะบ้าง?

Inbound Marketing คืออะไร Inbound Marketing คือวิธีการทำการตลาดในอีกรูปแบบหนึ่ง เรียกว่าการตลาดแบบแรงดึงดูด ให้ผู้คนเข้ามาหาเอง ซึ่ง Inbound Marketing ได้กำเนิดขึ้นมาไม่นานนัก เพราะการเกื้อหนุนจากอินเทอร์เน็ต ที่ทำให้เกิด Inbound Marketing ได้ด้วย ขอยกตัวอย่างการตลาดโดยใช้โฆษณาในรูปแบบต่าง ๆ ที่เราเคยเห็นมาก่อน โดยเฉพาะในรูปแบบออฟไลน์ ซึ่งมักจะเป็นการขัดขวาง (Interrupt) ผู้ที่กำลังเสพสื่ออยู่ ไม่ว่าจะเป็น โฆษณาทางทีวี สปอตทางวิทยุ โฆษณาในนิตยสาร หรือแม้กระทั่งป้ายบิลบอร์ดใหญ่ยักษ์ ส่วนในรูปแบบออนไลน์นั้นก็แทบจะไม่ต่างกัน เช่นโฆษณาของ Facebook Ads ที่เข้ามาแทรกในฟีดข่าว หรือโฆษณาในก่อนที่จะเริ่มดู YouTube นับว่าโฆษณาเหล่านี้มาเพื่อขัดขวางในระหว่างที่เราเสพคอนเทนต์อยู่ทั้งสิ้น Inbound Marketing คืออะไร มีขั้นตอนอะไรบ้าง แต่ทว่า Inbound Marketing นั้นคือการให้คนมาหาเราเองโดยการใช้วิธีการทำ Content Marketing ในเว็บไซต์ เพื่อให้คนค้นหาจาก Search Engine ซึ่งคอนเทนต์นั้นต้องเป็นประโยชน์และสามารถช่วยแก้ไขปัญหาได้ หลักการง่าย ๆ (หรอ!)…