ความรู้จากธุรกิจ Digital Agency ในเวลาผ่านไปไม่นาน ก็เข้าใกล้สิ้นปี 2025 อีกแล้ว แน่นอนว่าก็ถึงเวลามาเล่าเรื่อง Recap 2025 ว่าในปีนี้นั้น เราทำงาน Digital Agency แล้วได้ข้อคิดอะไรมาบ้าง
ต้องบอกก่อนว่า Recap ของปี 2025 จะต่างจากปี 2024 พอสมควร เนื่องจากของปี 2024 เพิ่งเริ่มทำบริษัทใหม่ ลักษณะการเขียนจะเป็นเหมือนบอกว่าเราทำอะไรไปแล้วบ้าง บริการอะไรที่จะทำ หรือกำลังทำอยู่ เรียกว่าเชิงธุรกิจสุด ๆ แต่พอมาเป็น Recap ของปี 2025 จะเป็นเหมือนบอกเล่าข้อคิดที่ได้จากปีนี้เสียมากกว่า มาเริ่มกันเลยว่าได้ข้อคิดอะไรมาบ้าง
ความรู้จากธุรกิจ Digital Agency ในปีนี้ได้เรียนรู้อะไรบ้าง Recap 2025
- ลูกค้าที่ดีคือเพื่อนที่มีคุณค่า รักษาไว้ให้ดี
- มีขึ้น ก็ต้องมีลงเป็นธรรมดา ถ้าทำดีที่สุดแล้ว ก็ไม่ต้องกลัว
- มองตัวเองเป็น Conductor มากกว่า Operator อัปเดตความรู้ รับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้
- การแจกจ่ายงานเป็นเรื่องสำคัญ เราไม่สามารถทำทั้งหมดได้ด้วยตัวคนเดียว
- สรุป ความรู้จากธุรกิจ Digital Agency ที่ได้ในปี 2025 ที่ผ่านมา
ลูกค้าที่ดีคือเพื่อนที่มีคุณค่า รักษาไว้ให้ดี

💡 Pro Tip: เซฟรูปเพื่อนำไปแชร์ต่อได้เลยครับ
สำหรับธุรกิจ B2B ลูกค้าก็เรียกได้ว่าเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจเลยทีเดียว การที่ลูกค้าไว้วางใจเรา ให้เราดูแล Account การทำโฆษณาให้ในช่องทางต่าง ๆ ทำให้เรานั้นมีรายได้ ยิ่งเป็นลูกค้าที่ทำงานด้วยกันมานาน ก็ทำให้เราสนิทกันมากขึ้น เราควรที่จะเก็บรักษาลูกค้าเหล่านี้เอาไว้ให้ดี อย่างน้อยด้วยกันทำตามมาตรฐาน เช่นส่งงานตรงเวลา มีคุณภาพ ให้คำปรึกษาในเชิงธุรกิจ การตลาดในขอบเขตที่เราทำได้ ด้วยเพียงมาตรฐานเหล่านี้อย่างน้อยก็เพียงพอที่จะช่วยรักษาลูกค้าได้แล้ว ซึ่งลูกค้าที่ดีนั้น จะช่วยเราในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น
- ลูกค้าที่ดีจะสนับสนุนเรา บอกต่อเรา ถ้าผลงานดี
แน่นอนว่าการที่ผลงานเราเป็นที่ประจักษ์ มีผลลัพธ์ที่จับต้องได้ เป็นไปตามคาดหวัง ลูกค้าจะจ้างเราต่อเรื่อย ๆ ไม่เพียงแค่นั้น ถ้าลูกค้ามีโปรเจ็คต์ใหม่ ธุรกิจใหม่ ลูกค้าก็จะไว้วางใจเรา คิดถึงเราเป็นลำดับแรก ๆ ให้เราทำก่อน หรือเป็นการแนะนำเราให้กับแวดวงเจ้าของธุรกิจด้วยกัน ทำให้เราได้รับลูกค้ามากขึ้นได้ด้วย
- ลูกค้าบางราย ไม่ได้มองเราเป็นแค่เพียงคนทำงาน แต่เป็นถึง Partner ทางธุรกิจ
โดยเฉพาะลูกค้า SMEs ที่มีขนาดไม่ได้ใหญ่มากนั้น การที่จะหาพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ เรียกได้ว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก แต่ถ้าเราทำงานดี ซื่อสัตย์ และมีผลลัพธ์ได้ตามที่คาดหวัง ได้ยอดขายกลับมา หรือเป็นที่รู้จักมากขึ้น แน่นอนว่าลูกค้าก็จะไม่ได้มองเราที่เป็นคนรับจ้างทำงานด้านการตลาด หรือรับจ้างยิงแอดทั่วไป แต่ลูกค้าจะมองเราเป็นเหมือนเหมือนพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจมากขึ้น เขาต้องการคนที่อธิบายได้ว่าทำไมช่วงนี้ยอดขึ้นหรือลดลง เปรียบเสมือนที่พึ่งทางใจของลูกค้าไปด้วย โดยเฉพาะถ้าเราเก่งเรื่องของกลยูทธ์ในด้านการตลาดด้วย จะทำให้ลูกค้านั้นมองเราเป็น Partner ทางธุรกิจสูงขึ้นมากๆ ด้วย
มีขึ้น ก็ต้องมีลงเป็นธรรมดา ถ้าทำดีที่สุดแล้ว ก็ไม่ต้องกลัว
เหมือนจะเข้าเรื่องธรรมะ แต่มันก็เป็นเรื่องจริง เมื่อมีขึ้น ก็มีลงเป็นธรรมดา จริง ๆ ในเรื่องนี้นั้นก็สามารถนำมาปรับมุมมองกับเรื่องของ Digital Marketing ได้ด้วยเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นยอดขาย, ยอด Traffic, ROAS ต่าง ๆ ถ้าเข้าใจการหลักการทำงาน และเราทำดีที่สุดแล้ว พยายามเต็มที่แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องกลัวหรือกังวลใด ๆ ขอให้ยอมรับว่ามันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้เป็นธรรมดา ยกตัวอย่างที่ทาง Digital Break Time ได้พบเจอมาเช่น
- การที่ยอดทราฟิกเว็บไซต์ลดลงในบางช่วง เพราะคำฮิต ๆ นั้นหลุดจากหน้าแรก
อันนี้ประสบการณ์โดยตรงเลยจากเว็บไซต์ของตัวเอง เคยติดคำว่า “Meta Verified” ในช่วงเวลาที่ติดอยู่ในหน้าแรก ลำดับต้น ๆ เรียกว่าทราฟิกขึ้นมาเยอะมาก ๆ อาจจะเป็นราว 30-40% ของทราฟิกทั้งหมดเลยทีเดียว แต่ทว่าเมื่อคำนี้หลุดออกไป หล่นจากหน้าแรก ทราฟิกก็ลดลงตามธรรมชาติ ซึ่งผู้เขียนเองก็ไม่ได้ปรับปรุงคอนเทนต์นั้นต่อ (ถึงแม้จะทำได้ก็ตาม) เนื่องจากคนที่อ่านหรือฟังคอนเทนต์นี้นั้น อาจจะไม่ใช้ลูกค้าของเราเสมอไป อาจเป็นแค่คนที่ต้องการสมัคร Meta Verified เท่านั้น
ดังนั้น การเน้นที่คุณภาพของคอนเทนต์จะดีกว่า ว่าคอนเทนต์นี้สามารถดึงดูดคนที่อาจจะเป็นลูกค้าของเราได้ดีแค่ไหน มากกว่าการวัดเรื่องของตัวเลขล้วน ๆ แน่นอนว่าส่วนตัวเลขวัดได้บ้าง แต่อย่างไปเน้นว่าทุกอย่างจะเติบโตตลอดไปเท่านั้นเอง - เคยทำจาก ROAS 7 > 16 แต่ก็ต้องยอมรับว่า คงจะไม่มากไปกว่านี้แล้ว อาจทรง ๆ หรือลดลงก็ได้
อันนี้เรียกว่าเป็นโปรเจ็กต์ของลูกค้า ที่เมื่อก่อนลูกค้าทำโฆษณา ยิงแอดเองโดยทั่วไป ก็เรียกว่ามี ROAS ถึง 7 อยู่แล้ว ก็เรียกได้ว่าค่อนข้างสูงพอสมควร ปกติแล้วในการรับงานเราจะไม่ยืนยันตัวเลขว่าจะทำได้เท่าไร เนื่องจากว่าเราอาจจะทำไม่ถึงก็เป็นไปได้ แต่พอเรารับงานมาก็วางกลยุทธ์ ปรับงบ และเลือกสินค้าที่จะทำโฆษณา ไม่เพียงแค่นั้นเจ้าของยังให้อิสระในการทำงาน เราสามารถเลือกสินค้าในการโปรโมทได้เองเลย เพียงแต่ว่าต้องการ ROAS ที่คุ้มค่ามากกว่านี้
แน่นอนว่าเราเองก็สามารถทำให้ ROAS จาก 7 มาเป็นที่ 16 ได้ ในช่วงเวลานั้นเองเรียกว่าลูกค้าทำ GMV สูงสุดเลยทีเดียว แต่ก็แน่นอนว่าไม่มีอะไรยั่งยืน ตัวเลขนั้นก็มีการแกว่ง ๆ ROAS อยู่ที่ราว ๆ 12-15 แน่นอนว่ามันก็น้อยกว่าเดิมจากจุดสูงสุดที่เราเคยทำได้ ถ้ามองโลกในแง่ดีอย่างน้อยก็ยังสูงค่าก่อนที่ลูกค้าจะจ้างเรา ก็ต้องบอกลูกค้าไปตรง ๆ ว่าในตอนนี้ ROAS เท่าที่จะเป็นไปได้ ก็คงจะอยู่ในตัวเลขระหว่างนี้ ยกเว้นแต่มีการปรับราคา หรือปรับอย่างอื่นที่ส่งผลกระทบโดยตรง แต่ลูกค้าก็พึงพอใจอยู่ไม่น้อยกับตัวเลขที่เพิ่มขึ้น
มองตัวเองเป็น Conductor มากกว่า Operator อัปเดตความรู้ รับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้
สำหรับใครที่รับงานฟรีแลนซ์การยิงแอด ทำโฆษณาต่าง ๆ เราอาจจะต้องยอมรับแล้วว่า AI นั้นค่อยๆ คืบคลานเข้ามาทำหน้าที่บางส่วนได้ทีละน้อย ๆ แล้ว ถ้าเรายังมัวแต่เป็นคนที่เป็น Operator หรือเน้นรับจ้างยิงแอด ก็จะทำให้เราไม่ไปไหน เช่นงานบางส่วนที่ AI ทำได้ดีกว่าคนในส่วนของ Digital Marketing เช่น
- การ Bidding ที่เน้นวันต่อวัน
เช่นของ Google Ads นั้นมีการปรับค่า Target ROAS / Target CPA เองแบบอัตโนมัติแล้ว โดยที่เราไม่ต้องไปยุ่งเลย ปรับได้อย่างเหมาะสมด้วย - การเลือก Audience ที่ยุคนี้แพลตฟอร์มมีระบบเลือกให้ ใช้งานง่ายและดีกว่า
เช่นของ Meta Ads หลายคนอาจจะรู้จัก Audience Advantage+ ที่ระบบจะเลือกกลุ่มเป้าหมายให้ (ถึงแม้เราจะยังใส่ Details Targeting ได้บ้าง) ทำให้เราไม่ต้องมานั่งเลือกเองแบบละเอียดอีกต่อไป
อันนี้เป็นแค่การยกตัวอย่างเบื้องต้นเท่านั้น ถ้าเรายังมัวแต่เป็นคนกดปุ่ม Boost ยิงแอดแบบทั่วไป ยังไม่ได้เข้าใจในภาพรวมหรือกลยุทธ์แล้วล่ะก็ มีแววสูงมากที่เราจะตกขบวนได้เลย
การที่จะปรับตัวเองสู่ Conductor เราก็ต้องมองภาพรวมของธุรกิจให้ออก เช่นบริบทของธุรกิจที่เราทำโฆษณาให้ ว่าโดยปกติแล้วลูกค้าจะติดต่อจากช่องทางไหนได้บ้าง ทำให้เราลงเงินกับแพลตฟอร์มที่เหมาะกับธุรกิจเหล่านั้นได้อย่างถูกต้อง อีกทั้งในภาพรวมนั้นก็สำคัญไม่แพ้กัน ในเรื่องของ Digital Marketing ต่างมีมาตรวัดมากมายให้เราได้เลือกใช้ แต่มาตรวัดไหนเล่าที่มีความสำคัญสำหรับธุรกิจนั้น ๆ และการมองภาพรวมใหญ่อย่างโฆษณา ทั้ง Meta Ads, Google Ads, LINE Ads, Shopee Ads, Lazada Ads, TikTok Ads ว่าภาพรวมเป็นอย่างไร แพลตฟอร์มไหนขายได้ หรือได้ลูกค้ามากที่สุด สินค้า SKUs ไหนที่ขายดี จากนั้นค่อยประมวลผลเป็นภาพรวม และตัดสินใจว่าในสัปดาห์หน้า ในเดือนหน้า หรือใน 12.12 ที่จะมาถึง จะเพิ่มงบในแพลตฟอร์มไหน สินค้าอะไร เพื่อให้ได้ยอดขายสูงขึ้น
เพราะสิ่งเหล่านี้เรียกว่าเกิดจากประสบการณ์ AI นั้นแทนที่ได้ยาก ซึ่งเราเชื่อว่า Performance Marketing Strategy จะเพิ่มคุณค่าให้กับตัวเรามากขึ้นด้วย
การแจกจ่ายงานเป็นเรื่องสำคัญ เราไม่สามารถทำทั้งหมดได้ด้วยตัวคนเดียว
ใครที่เริ่มเอเจนซี่ด้วยการเป็นฟรีแลนซ์มาก่อน (เหมือนเรา) เราอาจมีมุมมองในการทำงานคนเดียวมาแต่ไหนแต่ไร แต่อย่าลืมว่า ณ ปัจจุบันนี้ เราไม่ได้ทำงานตัวคนเดียวแบบฟรีแลนซ์อีกต่อไป แต่เราทำงานในรูปแบบบริษัท เราสามารถแจกจ่ายงานได้ ไม่ว่าคุณจะมีลูกจ้างหรือไม่ก็ตาม ถ้าบริษัทไหนมีลูกจ้าง เราสามารถแจกจ่ายงานบางส่วนให้น้องในบริษัทของเราทำแทนได้ หรือถ้าบริษัทไหนที่ทำงานคนเดียวเป็นหลัก อย่างผู้เขียนเอง เราก็สามารถจ้างฟรีแลนซ์ หรือ Outsource เพื่อให้ทำงานแทนเราบางส่วนได้
เพราะเราต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่งว่า เราไม่สามารถทำทุกอย่างได้ด้วยตัวคนเดียว อย่างน้อยเราก็ต้องมีผู้ช่วย หรือทีมแบบหลวม ๆ ช่วยกันทำงานในบางส่วนที่เราไม่เก่ง ไม่ถนัด หรือไม่ได้มีเวลาทำมากนัก เพื่อให้งานลุล่วงไปได้ด้วยดี โดยที่เราไม่เหนื่อยจนเกินไป ไม่อย่างนั้นอาจจะเกิดอาการ Burn Out ขึ้นมาได้
สรุป ความรู้จากธุรกิจ Digital Agency ที่ได้ในปี 2025 ที่ผ่านมา
ทั้งหมดนี้เรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่เรียนรู้จากการทำ Digital Agency ในช่วงปีที่ผ่านมา เรียกว่าเป็นปีที่ทำให้เราได้เรียนรู้อะไรหลาย ๆ อย่างเป็นอย่างมาก ทำให้เรามองโลกธุรกิจในความเป็นจริงมากขึ้น มีขึ้นก็ต้องมีลงเป็นเรื่องธรรมดา อีกทั้งเรื่องของลูกค้าที่เปรียบเสมือนเพื่อนในทางธุรกิจ และการแจกจ่ายงาน ทำให้เราต้องมามองย้อนตัวเองกับสิ่งที่ผ่านไปและนำมาปรับปรุงเพื่อให้ในปี 2026 เป็นปีที่ดีในการทำธุรกิจ ใครที่เป็นฟรีแลนซ์ เริ่มทำ Digital Agency และคนที่ทำงานด้าน Digital Marketing ก็ขอเป็นกำลังใจให้กับผู้คนในสายงานนี้ด้วยเช่นกัน
ติดตามเรื่องราว Digital Marketing จาก Digital Break Time ได้ที่
Facebook, X, Line Official Account, Instagram, Spotify, YouTube, Apple Podcast
ธนาคาร เลิศสุดวิชัย x Digital Break Time





