Google Ads Search แบบ AI Max ต้องบอกเลยว่าในปัจจุบันนี้ AI นั้นบางทีรู้จักลูกค้ามากกว่าคนทำโฆษณาเองเสียอีก การใช้ AI เพื่อทำธุรกิจนั้นต่างใช้ในหลายแง่มุม รวมไปถึงการทำโฆษณาก็ด้วยเช่นกัน ซึ่งทาง Google Ads Search นั้นมีการปล่อยฟีเจอร์ AI Max มาให้ใช้แล้วสักพัก ซึ่งทาง Digital Break Time ได้นำระบบนี้มาใช้งานจริงกับหลาย ๆ โปรเจ็กต์เรียบร้อยแล้ว เป็นการรีวิว Google Ads Search แบบ AI Max แล้วผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร ใช้งานดีแค่ไหน เลยจะมาเล่าให้ฟังครับ
รีวิว Google Ads Search แบบ AI Max จากประสบการณ์จริง
- โฆษณา Google Ads Search แบบ AI Max คืออะไร
- 1. Quality Score พุ่งทะยาน ส่วน CPC ลดลงอย่างเห็นได้ชัด
- 2. CTR สูงปรี๊ด พร้อมลด CPA ให้ต่ำลงได้ด้วย
- 3. ควบคุมทิศทาง และตีกรอบให้ระบบ AI Max ด้วย Negative Keywords และ URL exclusions
- 4. รันแคมเปญ Search ปกติ และ Search แบบ AI Max พร้อมกันแบบไฮบริด
- 5. ระยะเวลา Learning Phase เป็นช่วงเวลาสำคัญ ใช้เวลาอย่างน้อย 1 อาทิตย์
- 6. เว็บไซต์ที่มีคอนเทนต์ SEO AEO ที่ดี จะช่วยทำให้ AI Max ทำงานได้ดีมากขึ้น

โฆษณา Google Ads Search แบบ AI Max คืออะไร

Google Ads นั้น มีการปรับใช้เครื่องมือที่เรียกว่าเป็นแบบ Automated มากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งล่าสุดนั้นนั่นคือโฆษณารูปแบบ Search ที่เป็นแบบ AI Max นั่นคือการที่ AI ในระบบของ Google Ads นั้นจะมีหน้าที่สร้างโฆษณาแบบอัตโนมัติ เช่นการใช้ Headline และ Description ที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ รวมไปถึงทำหน้าที่สแกนค้นหาหน้า Landing Page เอง เพื่อเลือกใช้ Final Url ที่เหมาะสมกับ Intent มากที่สุด ตอบโจทย์การค้นหามากที่สุด
ซึ่ง Headline และ Description ของโฆษณาจะถูกดึงมากจาก Title และ Description ของหน้า Landing Page นั้น ๆ เพื่อแสดงคำโฆษณาแบบ Real Time ทำให้ตอบโจทย์การค้นหามากขึ้น เช่นอาจจะไปดึงหน้า Landing Page ที่เป็นหน้าบทความที่เกี่ยวข้องกับคำที่ค้นหา รวมถึงใช้ Title และ Description จากหน้า Landing Page นั้นขึ้นมา เพื่อใช้กับคนที่ค้นหาด้วย Intent ที่กำลังหาข้อมูลอยู่ ทำให้ผลตอบรับโฆษณาดีขึ้นนั่นเอง
โดยการตั้งค่านั้นง่ายดายมาก เพียงแค่เราทำโฆษณาเหมือน Search ปกติเลย ใส่คีย์เวิร์ดเหมือนเดิม ใส่คำโฆษณาเหมือนเดิม (แน่นอนว่าใส่ไว้เป็น Base ให้ AI ใช้งานช่วงแรกตอน Learning Phase จากนั้น ระบบ AI Max จะค่อยทดสอบด้วยการดึงหน้า Landing Page อื่นมาใช้งาน) แล้วแค่ติ๊กในช่อง Check Box ส่วนที่ต้องการให้ใช้งาน ในส่วนของแคมเปญ เท่านี้ก็จะเป็นการเริ่มใช้งาน AI Max แล้ว
ซึ่งผลลัพธ์จากการทำงานจริง ใช้งานจริงของ AI Max เมื่อเทียบกับแคมเปญปกติเป็นอย่างไรนั้น ทาง Digital Break Time ได้สรุปแนวทางการใช้งาน Google Ads Search แบบ AI Max ไว้ เผื่อว่าใครอยากลองใช้งานจะได้รู้ก่อนว่าเป็นอย่างไร
1. Quality Score พุ่งทะยาน ส่วน CPC ลดลงอย่างเห็นได้ชัด

ปัจจัยของ Quality Score นั้นมีอยู่ด้วยกัน 3 ส่วนหลัก ๆ
1. Ad Relevance (ความเกี่ยวข้องของโฆษณา เช่นคำโฆษณา คีย์เวิร์ดที่ใช้)
2. Expected CTR (CTR ที่คาดหวัง ยิ่งสูงยิ่งดี หมายความว่าโฆษณา คีย์เวิร์ด ของเราน่าสนใจ ตรง Intent)
3. Landing Page Experience (ประสบการณ์รับชมในหน้า LP เช่นโหลดเร็ว อ่านคอนเทนต์นาน คลิกไปหน้าอื่นๆ)
นี่คือปัจจัยที่ทำให้ Quality Score สูงขึ้นในภาพรวม แล้วระบบของ AI Max เข้ามาเพิ่มประสบการณ์ของทั้ง 3 อย่างทั้งหมด เช่น Ad Relevance ความเกี่ยวข้องของโฆษณา ถ้าผู้ทำโฆษณาเป็นคนเลือกเอง ก็มักจะใส่โปรโมชั่น เน้นขาย หรือข้อความที่ให้ได้ Lead แต่ AI Max กลับกัน จะเลือกคำที่ใช้ใน Title และ Description ของหน้า Landing Page นั้น ๆ หมายความว่าเป็นการคัดเลือกที่เหมาะสมมาให้แล้ว แล้วถ้าเป็นหน้าที่เน้นให้ความรู้ขึ้นมาแสดงด้วย ก็มักจะอัดแน่นด้วยคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องเป็นทุนเดิม ประสบการณ์ในหน้า Landing Page ก็จะดีมากขึ้น ทั้งอยู่นานขึ้น คลิกไปอ่านหน้าอื่น ๆ ต่อ นั่นเลยทำให้ทุกอย่างทำงานแบบสอดประสานกัน ทำให้ Quality Score นั้นสูงขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ จากในรูปจะเห็นว่าคีย์เวิร์ดเดียวกัน แคมเปญปกติได้ Quality Score ที่ 5/10 แต่พอเป็นแคมเปญ AI Max เป็น 10/10
ไม่เพียงแค่นั้น ภาพรวมของ CPC ระหว่างแคมเปญที่ก็ลดลงราว 40% จากในรูป (*หมายเหตุไว้ก่อนว่าเป็นเพียงแค่เปรียบเทียบระหว่าง 2 แคมเปญ เท่านั้น ในอุตสาหกรรมเดียวกัน ถ้านำไปปรับใช้เองอาจทำให้ CPC ลดมากหรือน้อยกว่านี้ก็ได้) เรียกว่ากลายเป็นที่เราใช้เงินเท่าเดิม แต่ได้คลิกเพิ่มขึ้นอย่างสูงเลยทีเดียว จากในรูปจะเห็นว่า ราคา CPC ของแคมเปญปกติอยู่ที่ 18.28 บาท แต่พอเป็นแคมเปญ AI Max ส่วน CPC ก็ลดลงเหลือเพียง 9.87 บาท เท่านั้น
2. CTR สูงปรี๊ด พร้อมลด CPA ให้ต่ำลงได้ด้วย

เมื่อ Intent ตรงกับคีย์เวิร์ดและคำโฆษณาที่ AI Max ได้เลือกมาแล้ว จะทำให้ CTR นั้นสูงขึ้นมาโดยธรรมชาติ จากในรูปจะเห็นว่า CTR ของแคมเปญปกติจะอยู่ที่ 4.99% แต่เมื่อใช้งาน แคมเปญแบบ AI Max ตัวเลข CTR ก็ก้าวกระโดดไปที่ 8.91% เลยทีเดียว
ส่วน CPA นั้นก็ลดลงอย่ามีนัยยะสำคัญมาก อันนี้ส่วนตัวอาจจะไม่ได้แชร์ตัวเลขแบบเป๊ะ ๆ แต่ขอบอกเป็นตัวเลขที่เป็น % นั่นก็อยู่ที่ราว 20-40% เลยทีเดียว (ขึ้นอยู่กับธุรกิจด้วยว่าเป้นธุรกิจเกี่ยวกับอะไรบ้าง) ทำให้เราได้ Conversion เพิ่มได้ทันที โดยที่ไม่ต้องเพิ่มงบประมาณด้วยซ้ำ
แต่สิ่งที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนักนั่นคือ Conversion Rate จากการตั้งข้อสมมติฐานของเราเอง คาดว่าเนื่องจากพอ AI Max นำหน้าบทความ หรือ Blog ต่าง ๆ มาใช้งานเป็น Final URL เนื่องจากคนที่กำลังค้นหาและต้องการความรู้ อาจจะยังไม่ได้พร้อมซื้อสินค้าหรือติดต่อบริการของเรามากเท่าที่ควร พร้อมกับหน้าบล็อกหรือบทความบางหน้านั้น ไม่ได้มี Call to Action เพื่อให้เกิดการสั่งซื้อหรือติดต่อ ต้องเข้าไปที่หน้าอื่น ๆ ทำให้ Conversion Rate นั่น อยู่ในระดับเท่ากับแคมเปญปกติ ถึงจะใช้แคมเปญแบบ AI Max ก็ตาม
3. ควบคุมทิศทาง และตีกรอบให้ระบบ AI Max ด้วย Negative Keywords และ URL exclusions
ถึงแม้ว่าระบบ AI Max จะฉลาดก็จริง แต่ว่าเรายังคงต้องควบคุมพวงมาลัยด้วยตัวเอง โดยการใช้ Negative Keywords และ URL exclusions ควบคู่กัน
การใช้ Negative Keywords นั้นจะค่อนข้างเหมือนกับการใช้ในแคมเปญปกติทั่วไป คือการใส่คีย์เวิร์ดที่เราไม่ต้องการออกไป ในช่วงแรกถ้าเรามี Negative Keywords ในใจอยู่แล้ว ก็สามารถใส่ไปได้เลย และอีกวิธีที่ส่วนตัวใช้เป็นประจำ แนะนำว่าทุก ๆ 1-2 สัปดาห์ เข้าไปดูในส่วนของ Search Terms ว่าคำที่คนค้นหาจริงมีอะไรบ้าง และมีคนคลิกเยอะแค่ไหน ถ้าคำไหนที่เรารู้สึกว่า คนที่ค้นหาด้วยคำแบบนี้ ไม่น่าจะใช่ลูกค้าเรา ก็ใส่ Negative Keywords ได้ไปเลย
ส่วน URL exclusions เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งขั้นตอนสำหรับเลือกหน้า URL ที่ไม่ต้องการให้แสดงไปอยู่ใน Final URL ได้ ส่วนมากจะเป็นหน้า Privacy Policy หน้าเว็บไซต์ภาษาที่ไม่ต้องการ โดยสามารถใส่ URL แบบเต็ม ๆ ลงไปได้ หรือเลือกเฉพาะส่วนที่เป็น Path บางส่วนที่เราต้องการก็ได้ เช่น /product (path นี้เป็นการยกตัวอย่างเท่านั้น)
ซึ่งตรง URL exclusions ปรับใช้งานได้หลากหลายมาก เช่นถ้าไม่ต้องการหน้าเว็บไซต์ภาษาอังกฤษ ก็ใส่ /en หรือถ้าไม่ต้องการหน้าบทความเก่า ๆ ก็เลือก /2024 แต่บอกก่อนว่า ทั้งหมดนี้ก็ขึ้นอยู่กับการวางผัง Site Maps และโครงสร้างเว็บไซต์ด้วย แต่ละเว็บไซต์ไม่เหมือนกัน
4. รันแคมเปญ Search ปกติ และ Search แบบ AI Max พร้อมกันแบบไฮบริด
จากที่คุณอ่านมาแล้ว หลายคนอาจจะบอกว่าอย่างนี้แล้วก็ปิดแคมเปญ Search แบบปกติเลยได้ไหม แล้วใช้เฉพาะ Search แบบ AI Max อย่างเดียวเลยจะดีไหม ซึ่งส่วนตัวแนะนำเลยว่าให้รันแบบไฮบริดควบคู่กันไปทั้ง Search แบบปกติ และ AI Max คู่กันจะดีกว่า
เนื่องจากว่าการใช้แคมเปญ Search แบบ AI Max จะมีแนวโน้มสูงมากที่จะดึงหน้า Landing Page ที่เป็น Final URL ที่เน้นหน้า Blog หรือบทความที่ให้ความรู้มาก่อน ซึ่งมันก็จริงมาก เพราะเท่าที่ตัวเองเจอ หน้า Landing Page ที่ดึงมาคือหน้า Blog เป็นส่วนมาก เพราะ CPC ราคาถูก และ CTR สูง แถมได้ Quality Score สูงด้วย ซึ่งการดึงแต่หน้า Blog มาทำเสนอนั้น เป็นการกวาดคนที่มี Intent แบบกว้าง ๆ ต้องการให้ความรู้ไว้ก่อน เพื่อให้คนรู้จักเรา และจะดีมากถ้าได้ Conversion มาด้วย
แต่สิ่งที่ให้รันควบคู่ไปด้วยคือแคมเปญ Search แบบปกติ ที่เน้นขายของ เพราะแคมเปญเหล่านี้มักจะ Landing Page ไปที่หน้าโปรโมชั่น หรือ Sale Page โดยตรง เพื่อให้คนที่สนใจสินค้าหรือบริการของเราโดยตรงติดต่อมา เพื่อดักลูกค้าที่เป็น Bottom of Funnel หรือคนที่พร้อมจะซื้อ ตัดสินใจได้ทั้งที สรุปง่าย ๆ คือรันไปพร้อมกัน เพียงแคทอาจจะต้องแบ่งงบประมาณตามสัดส่วนที่เราต้องการ
5. ระยะเวลา Learning Phase เป็นช่วงเวลาสำคัญ ใช้เวลาอย่างน้อย 1 อาทิตย์
ระยะเวลา Learning Phase ถือว่าเป็นช่วงเวลาสำคัญ ให้ระยะเวลา 1 อาทิตย์ในการเก็บข้อมูล เป็นเรื่องธรรมชาติที่ระบบ AI Max จะต้องใช้เวลาในการคัดเลือกข้อมูลต่าง ๆ ซึ่งจากประสบการณ์ ในช่วง Learning Phase ใน 1 สัปดาห์แรกนั้น จะยังแทบจะไม่มีการดึงหน้า Landing Page ใหม่ ๆ มาเองเลย เป็นเหมือนระยะเวลาให้ระบบเก็บข้อมูลไปก่อน การที่ระบบ AI Max จะเริ่มดึงหน้า Landing Page ใหม่ ๆ เข้ามานั้นจะเริ่มตั้งแต่ในช่วงอาทิตย์ที่ 2 เป็นต้นไป และก็อย่าตกใจถ้า 1-3 วันแรกนั้น รันน้อยมาก เหมือนจะใช้เงินต่อวันไม่หมด ก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติ
ดังนั้นในช่วงเวลานี้ที่เป็น Learning Phase ยังไม่ควรจะไปปรับเรื่องของการ Bidding ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ พอพ้นระยะเวลา Learning Phase ค่อยปรับทีหลังได้
6. เว็บไซต์ที่มีคอนเทนต์ SEO AEO ที่ดี จะช่วยทำให้ AI Max ทำงานได้ดีมากขึ้น
เรียกได้ว่าการทำคอนเทนต์ในเว็บไซต์อย่าง Blog และ SEO นั้น ไม่ได้ทำงานอย่างโดด ๆ แบบ Organic อีกต่อไป กลายเป็นว่า Content SEO รวมไปถึง AEO ที่ดีนั้นเป็นเหมือนวัตถุดิบชั้นเลิศที่ AI Max จะนำหยิบมาใช้เพื่อนำเสนอเป็น Final URL ได้
จะเห็นได้ว่าการที่มี Content SEO ดี ก็หลายเป็นแต้มต่อ ไม่เพียงแค่ฝั่งของ Organic เท่านั้น แต่ทางฝั่งของ Paid Search นั้นก็ทำให้ผลลัพธ์ดีขึ้นอีกด้วยเช่นเดียวกัน ดังนั้นในอนาคตสำหรับใครที่ทำโฆษณา Google Ads Search แบบปกติอยู่แล้ว และต้องการทำโฆษณา Search แบบ AI Max ให้ดีขึ้น ก็อาจต้องพิจารณาการทำคอนเทนต์ลงในเว็บไซต์เพื่อผลักดัน SEO และ AEO รวมถึงได้ผลลัพธ์ด้าน Paid Search เพิ่มด้วย
แน่นอนว่าทาง Digital Break Time นั้นก็มีบริการทำโฆษณาในส่วนของ Google Ads อยู่แล้ว และยังรับทำคอนเทนต์บนเว็บไซต์เพื่อให้รองรับการทำ SEO และ AEO ได้มากขึ้น ได้ทั้ง Organic และ Paid ถ้าหากใครสนใจสามารถติดต่อ Digital Break Time ได้ที่ LINE @digitalbreaktime หรือโทร 061-324-5949
ติดตามเรื่องราว Digital Marketing จาก Digital Break Time ได้ที่
Facebook, X, Line Official Account, Instagram, Spotify, YouTube, Apple Podcast
ธนาคาร เลิศสุดวิชัย x Digital Break Time





